ประถม วัยเรียนเล่น ไม่ค่อยมีความคิดของตัวเอง พ่อแม่
มัธยม วัยเรียน เริ่มคิดต่าง ลองของใหม่ เพื่อน
6 ปีหลังมัธยม วัยเรียน(still) ค้นหาปรัชญา เป้าหมายของชีวิต ตัวตน
เวลา เป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดเท่าที่คนๆนึงจะสามารถมีได้จริงๆ เพราะเวลาเป็นสิ่งที่เสียไปแล้วเสียไปเลย เราไม่สามารถเรียกเวลาที่ใช้ไปแล้ว กลับมาใหม่ได้ และในชีวิตของคนๆนึง ก็จะผ่านช่วงเวลาแต่ละหน่วย แค่ครั้งเดียว หมายความว่าโอกาสที่เราจะตัดสินใจใช้ช่วงเวลานั้นๆทำอะไรมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
เพราะฉะนั้นการเลือกที่จะใช้เวลาไปกับการทำอะไรนั้นสำคัญมาก และทั้งหมดหล่อหล่อมและก่อสร้างให้แต่ละคนมีprofileชีวิตของตัวเองที่แตกต่างกัน และเราคิดว่าสิ่งนี้แหล่ะที่ทำให้คนแต่คนมีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจต่างๆกันออกไป และเกิดความหลากหลายของอะไรหลายๆอย่างในสังคม เช่น ความคิดของแต่ละคน อาชีพหน้าที่การงาน กิจกรรมอดิเรกต่างๆ รวมถึงศิลปะ
และที่สำคัญ คือ คนเรามักจะพูดว่าเวลาผ่านไปเร็วมากเสมอๆ มันดี หรือไม่ดี?
ที่คนเราชอบพูดแบบนั้น อาจจะเป็นเพราะว่า คนเราชอบมองย้อนกลับไปในอดีตของตัวเอง และมองว่าจากเวลานั้น จนมาถึงเวลานี้ เค้ายังไม่ได้ทำสิ่งต่างๆได้อย่างเต็มที่ เค้าอยากเก็บเกี่ยวอะไรได้มากกว่านี้ หรือ อาจจะเป็นเพราะว่า เค้าชอบช่วงเวลานั้นๆมากก็เป็นได้ เลยไม่อยากให้ผ่านไปรวดเร็ว เพราะฉะนั้น คำพูดที่ว่าเวลามักผ่านไปเร็วเสมอ น่าจะเป็นในแง่บวกมากกว่าในแง่ลบ ถ้าเราพูดว่า เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน แสดงว่า เรายินดีกับมันแล้ว เพียงแต่ว่า ยังใช้เวลาได้ไม่เต็มที่ แค่นั้นเอง
มาถึงเรื่องช่วงชีวิต 6 ปี หลังจากเรียนจบ ม.6 ของเราเองบ้าง เราก็ว่าเวลามันผ่านไปเร็วจริงๆนะ ถ้าเทียบก็เหมือนกับที่จากประถม 1 จนถึงประถม 6 หรือไม่ก็จากมัธยม 1 ถึงมัธยม 6 อะ เราว่ามันก็ผ่านไปเร็วเหมือนกัน แป๊ปๆก็ 6 ปี แป๊ปๆ ก็ 6 ปีแล้ว เวลามันเดินเร็วมากจริงๆ แต่หลังจากจบ ม.6 ในปี 2549 จนมาถึงปีนี้ ปี 2555 เป็นระยะเวลาก็ 6 ปีเหมือนกัน เราว่ามันเร็วยิ่งกว่า อาจจะเป็นเพราะช่วงอายุ 17 - 23 ด้วย ที่เราคิดว่ามันควรจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากกว่าในตอนเด็ก มันควรจะมีการดำเนินชีวิตที่มีเป้าหมายชีวิตที่แน่นอนมากขึ้น และที่สำคัญควรจะมองอะไรหลายอย่างในชีวิตให้ขาดมากขึ้น คือมองให้เห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง และมองในแง่มุมของคนที่โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นด้วย ซึ่งเราคิดว่า เราใช้เวลาในช่วงนี้ได้อย่างไม่เต็มที่เท่าไหร่เลย
ย้อนกลับไปในมุมวัยเด็กประถม1-6 ในวัยนั้น ชีวิตของเรายังแทบไม่มีความคิดอะไรเลยก็ว่าได้ ชีวิตของเรายังขึ้นอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ทั้งหมด ทั้งในชีวิตประจำวัน และชีวิตการเรียน (บางคนอาจจะโตกว่าเรานะ แต่เล่าในมุมของเราเอง ซึ่งเราคิดว่าตอนนั้นเรายังเด็กมาก ยังไม่รู้อะไรเลย) ในตอนนั้นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้วก็คือ ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ก็ต้องไปโรงเรียน เย็นกลับบ้าน เล่นนิดหน่อย กินข้าว ทำการบ้าน นอน ตื่นเช้าไปโรงเรียน ซึ่งการตื่น เราเป็นเด็กที่แย่มาก ต้องให้พ่อแม่ปลุกไปโรงเรียนทุกวัน จนอาจทำให้ มาถึงทุกวันนี้การนอนยังคงเป็นปัญหากับเรา แต่ก็กำลังพยายามปรับแก้ไปเรื่อยๆแล้ว เรียกได้ว่าในช่วงวัยประถมนั้น ยังไม่มีมุมมองเกี่ยวกับปรัชญาของชีวิตตัวเองเลยว่าได้
พอมาในวัยมัธยม เรารู้สึกว่าเราเร่ิมพัฒนามากขึ้น คือ มีความพยายามมากขึ้น และรู้จักรับผิดชอบชีวิตตัวเองและรู้จุดด้อยของตัวเองและสามารถนำมาแก้ไขได้ ตอนนั้นรู้สึกว่ามีจุดเปลี่ยนคือการย้ายโรงเรียนจากตอนประถม ซึ่งเรียนอยู่ที่ โรงเรียนประถมฐานบินกำแพงแสน ซึ่งก็เป็นโรงเรียนที่ห่างจากบ้างไม่ถึง 5 นาที การเดินทางจากบ้านไปโรงเรียนก็สะดวกมาก สามารถให้พ่อขับรถไปส่งได้ทุกวัน แต่พอมามัธยมต้นมาเรียนที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งห่างจากบ้านประมาณ 25 นาที ก็รู้สึกว่าต้องตั้งใจในการตื่นเช้ามากขึ้นกว่าเก่า ม 1-2 6 โมงเช้า ม3 ประมาณ 6 โมงครึ่ง เพราะต้องไปกับรถตู้ประจำ ซึ่งไม่ควรให้คนอื่นมารอ ซึ่งการย้ายมาโรงเรียนนี้ก็ทำให้เราตื่นตัวมากขึ้น เพราะจากที่อยู่โรงเรียนเดิมเราก็ไม่รู้ว่าเราอยู่ในระดับไหน เพราะตอนนั้นแรงผลักดันในด้านการเรียนมาจากพ่อแม่หมด เราก็ทำตามที่เค้าให้ทำไป ไปโรงเรียน ไปสอบ ทำการบ้าน แต่พอมัธยมต้น เหมือนการย้ายโรงเรียนมันจะเป็นแรงกระตุ้นให้เราพัฒนาตัวเองมากขึ้น ทั้งในด้านวิชาการ และการปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ ตอนนั้นยังจำได้อยู่เลยว่า ตอนเข้าไปใหม่ๆ กลัวเรียนตามเพื่อนไม่ทัน ก็เลยมานั่งเปิดอ่านหนังสือเรียนก่อนหลังจากได้รับมา พอทำไปทำมาเวลาสอบ ดันทำได้ซะงั้น และผลการเรียนทั้งสามปีก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจ ได้เหรียญทองตอนม.1 และม.3ด้วย ทำให้พ่อแม่ดีใจ เท่านั้นเองชีวิตมอต้น
หลังจากช่วงชีวิตมอต้นผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ก็มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งนึงของชีวิต ที่เป็นส่วนสำคัญทำให้เราเป็นเราในทุกวันนี้ คือ ย้ายโรงเรียนตอน ม4 เราได้มีโอกาสไปสอบเข้าโรงเรียนแห่งหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นยังไม่รู้กิตติศัพท์ของโรงเรียนนี้ คือ ทางกลุ่มวิชาแนะแนว มาแจ้ง ตอนนั้นก็เลยลองสมัครไป เพื่อวัดความรู้ด้วย ผลออกมา ก็คือ ติด ตอนไปเข้าโรงเรียนนี้แรกๆ ก็ยังกลัวๆเกร็งๆอยู่ เพราะเป็นโรงเรียนประจำด้วย ไม่รู้จักใครเลยในตอนแรกด้วย โรงเรียนนี้วิชาการจะแข็งมากด้วย ในตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ทำให้เรากล้าทำอะไรด้วยตนเอง จนทุกวันนี้ละมั้ง พอเริ่มเข้าโรงเรียนนี้มา จากมอ4 ถึงมอ6 มันก็ทำให้แนวคิดบางอย่างของเราเปลียนแปลงไป ได้เริ่มเห็นอะไรใหม่ๆมากขึ้น เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง มุมมองแนวคิดของโรงเรียนนี้ สร้างให้เราเป็นเรามากขึ้นจริงๆ ตั้งแต่เริ่มเข้าผอ.ของโรงเรียนนี้เค้าก็ได้ปลูกฝังแนวคิดและอุดมการณ์ของโรงเรียนมาตลอด ซึ่งเราคิดว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ และเป็นแนวคิดของคนหัวสมัยใหม่ที่ดีมากๆ ยกตััวอย่าง เช่น การจะพัฒนาประเทศเรา ก็ต้องเริ่มจากพัฒนาคนก่อน การสร้างหัวรถจักร ก็เป็นการเพิ่มบุคคลากรที่เป็นแรงในการขับเคลื่อนของชาติ นำพาประเทศเราไปสู่จุดหมายที่ต้องการ และการสร้างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ขาดไม่ได้ เพราะนักวิทยาศาสตร์นอกจากจะสามารถค้นคว้าวิจัยหาองค์ความรู้ใหม่ๆ สร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ และยังสามารถพัฒนาองค์ความรู้ของอาชีพพื้นฐานของคนในชาติให้รู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมากที่สุดและนำไปสู่กำไรให้พวกเค้า และGDPให้ประเทศในท้ายที่สุด นับว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่เดียวในการพัฒนาประเทศเราให้ทันพวกประเทศที่เค้าพัฒนาแล้ว และบุคคลๆที่เราให้ความยกย่องอย่างยิ่ง เพราะเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนที่เราพูดถึง คือ ดร.ธงชัย ชิวปรีชา ผู้ก่อตั้ง โรงเรียน มหิดลวิทยานุสรณ์ นั่นเอง นับว่าช่วงเวลาชีิวิตมอปลาย 14-17 ให้อะไรหลายๆอย่างกับเรามากๆ ทั้งในด้านการเรียน ชีวิต ประสบการณ์ และให้มุมมองความคิดใหม่ๆ และเปลี่ยนแนวคิดบางอย่างของเราไปเลย เราชอบช่วงเวลาชีวิตตอนนั้นมาก
และประเด็นในblogนี้ ช่วงชีวิต 6 ปี หลังจากเรียนจบม 6 ต้องนับว่ามันเป็นก้าวที่สำคัญที่สุดอีกช่วงหนึ่งของชีวิตจริงๆ พอมันเป็นก้าวอย่างที่สำคัญ เป็นช่วงรอยต่อระหว่างการเลือกเส้นทางของตัวเองช่วงม. 6 และ ช่วงวัยทำงาน ในตอนที่เลือกเส้นทางของตัวเองในช่วงม.6 นั้น ตอนนั้นก็เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตอีกช่วงหนึ่งเลยทีเดียว ตอนนั้น คือ ต้องเลือกระหว่างเรียนแพทย์ศิริราช กับ ไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งก็ติดเข้าไปแล้วทั้งคู่ เราจะเลือกอะไร ณ ตอนนั้น ความคิดตอนนั้น แนวคิด ณ ตอนนั้น มันชัดมากคือ เรามองเห็นภาพตัวเองที่ไปได้ไกล ด้วยอุดมการณ์ของโรงเรียนที่ปลูกฝังให้เรามีแนวคิดที่จะพัฒนาองค์กรต่างๆในชาติเรา ด้วยทางด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศเราให้เข้มแข็งมากกว่านี้ เราไม่ลังเลเลยที่จะตัดสินใจมาเรียนต่อต่างประเทศด้วยทุนกพ. ซึ่งก็ไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะช่วงชีวิต 6 ปีนี้เป็นช่วงชีวิตที่มีค่ามากที่สุดอีกช่วงหนึ่งของเราจริงๆ มันทำให้เราได้ปรัชญาใหม่ๆของการดำเนินชีวิต การได้มาเรียนที่นี่ทำให้เห็นอะไรใหม่ๆ ได้เห็นอีกด้านของตัวเอง และการได้ค้นหาความหมายของชีวิต และการได้มีจุดมุ่งหมายในชีวิตที่แน่นอนมากขึ้น เรียกว่าช่วงชีวิต 6 ปีนี้ มันเต็มอิ่มไปด้วยประสบการณ์ หลากหลายรสชาติของชีวิต ความสนุกสนาน รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ น้ำตา ความเหงา ความเข้มแข็ง ความเด็ดเดี่ยว และความภาคภูมิใจ เข้มข้นตลอดระยะเวลาเกือบ 6 ปี เต็ม ซึ่งเดี๋ยวอาจจะนำมานำเสนอเป็นฉากๆในตอนต่อๆไป ทั้ง1 ปี ที่Miss Porter's 4 ปีที่ Brown University และ อีก 1 ปีที่ GaTech
ตอนประถม ชมชื่น ตื่นเรียนเล่น
พอตกเย็น ทำการบ้าน อ่านหนังสือ
ตอนมอต้น เริ่มค้นหา และฝึกปรือ
แต่ยังซื่อ ไม่รู้รอบ กรอบความคิด
ตอนมอปลาย ย้ายโรงเรียน หมั่นเพียรหนอ
มีผอ. ให้แนวคิด ร่างชีวิต
ด้วยปรัชญา พาเรียนต่อ ขอใช้สิทธิ์
แอบๆคิด นำสิ่งดี สู่บ้านเรา
เวลา หก หก ปี เหมือนบินผ่าน
พอไม่นาน ก็ลอยหาย คล้ายขี้เถ้า
สร้างผลงาน ดีไม่ดี อยู่ที่เรา
พอแก่เฒ่า ก็จะได้ ภูมิใจตัว