บันทึกการเดินทางฉบับเล็กพริกขี้หนู

วันอังคาร, สิงหาคม 19, 2008

การเดินทางในวันที่แสนจะยาวนาน และ รูมเมท สยิวกิ้ว!



ในวันที่ 30 สิงหาคมปีที่แล้ว(2550) ยังจำได้ดี มันเป็นวันที่ยาวนานมากๆจริงๆค่ะ คือมันเป็นวันที่ฉันต้องเดินทางกลับมาเมกา ฉันก็เลยต้องใช้เวลาวันนั้นเกิน 32 ชม. ค่ะ จะต้องเดินทางกลับไปศึกษาต่อ ณ สถานที่แห่งใหม่ที่ฉันเองก็ยังไม่คุ้นเคย <อีกแล้ว> พ่อพาฉันเดินทางไปสุวรรณภูมิตั้งแต่ตี 4 ฉันจำได้ว่าตอนนั้นมีกระเป๋าติดตัวไปทั้งหมด 5 ใบ ใบใหญ่ 2 carry on 1 กระเป๋าเป้ 1 และกระเป๋าโน๊ตบุ๊คอีก 1 ความรู้สึกคือมันเยอะมากๆ ขาไปมันไม่ลำบากเลยค่ะ แต่นึกหวั่นใจอยู่เล็กๆว่าถ้าไปถึงตรงโน้นจะทำยังไง ตอนนั้นมันมีหลายอารมณ์มากๆ ทั้งเศร้าไม่อยากจากบ้านไป แต่ก็ไม่สามารถปล่อยน้ำตาให้ไหลไปตามแรงโน้มถ่วงของโลกได้เพราะกลัวคนที่เรารักและรักเราไม่สบายใจ ทั้งกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับเราในวันข้างหน้าและวันต่อๆไปแต่ก็ต้องไปเพื่ออนาคต ทั้งห่วงใยคนที่อยู่ข้างหลังว่าเค้าจะทุกข์หรือสุขดีหรือไม่ตอนที่ฉันไม่อยู่ ทั้งดีใจที่จะได้ไปศึกษาในอีกระดับชั้นซะที และทั้งตื่นเต้นที่จะได้เจอเพื่อนใหม่และสิ่งที่ไม่เคยพบเคยเจอรออยู่ T_T :) :D


เช้าวันนั้นเจอทิวสนที่ไปส่งอ๊อฟเสร็จและยังไม่กลับบ้านและเจอแพคลิ้งที่บังเอิญเดินทางไปในวันเดียวกันแต่ต่างสายการบินบอกว่าเดี๋ยวไปเจอกันที่โน้นนะ และต่างก็แยกย้ายไปขึ้นเครื่องของตัวเอง



การเดินทางเป็นการเดินทางที่ยาวนานและแสนจะยากลำบากค่ะ เครื่องบินลำที่ 2ที่จะเดินทางจากสนามบินNaritaไปยังChicagoมันdelayไป 2 ชม. ทำให้ตกเครื่องบินลำที่3 ที่จะไปGreen airportเมืองProvidence ก็ต้องรอเป็นผู้โดยสารติดค้างอยู่ที่สนามบินChicagoประมาณ 4-5 ชม อากาศที่นั่นหนาวมากๆเลย มองออกไปข้างนอกกระจก น้ำบนพื้นมันก็แข็งเป็นน้ำแข็งแล้วค่ะ แล้วยิ่งไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวหนาๆไปใส่ระหว่างการเดินทางด้วย ตัวเลยเกือบแข็งตาย <จะไม่โง่แล้ว ฮือๆ> แต่สุดท้ายก็สามารถเดินทางไปถึงสนามบินที่Providenceได้ค่ะ ไปถึงเจอแพคลิ้งซึ่งไม่คิดว่าจะรออยู่ ก็เลยหารถไปBrownด้วยกัน



พอได้cabก็ออกเดินทางค่ะ ตอนนั้นคนขับบอกว่าจะพาเราไปส่งถึงหอเลย แต่เค้าคงลืมไปว่าเรามีกันอยู่ 3 คนเค้าถามคนแรกว่าหออยู่ไหน ส่งเค้าคนนั้นเสร็จ เค้าก็หันมาถาม ฉันกะแพคลิ้งว่าจะไปไหนต่อ ซึ่งเราจะต้องไปขอกุญแจก่อน ก็บอกไปค่ะว่าwaylandโดยฉันก็ไม่รู้เลยว่าหอเรากะwayland มันอยู่ห่างกันคอสๆ คิดว่าประมาณ 4บล๊อกเนี่ยะ คงจะไม่ยากเย็นอะไร แต่ปรากฎว่าเดินไกลมาก! ยังดีที่มีแพคลิ้งช่วยขนด้วยใบนึง แต่พอไปถึงห้องก็แทบสลบเหงือดอ่ะค่ะ


ภาพห้องนอนซึ่งปรากฎอยู่ตรงหน้าเรา คือ ห้องที่ไม่มีใครอยู่ตอนนั้น มันโล่งๆอยู่ซีกที่ใกล้ประตูกว่า และดูรกรุงรังในอีกซีกนึงที่ำไกลประตู แน่นอนค่ะ รูมเมทมาจับจองพื้นที่ของหล่อนไปแล้ว ฉันล้มตัวลงบนที่นอนที่ว่างเปล่าด้วยความอ่อนล้าจากการเดินทาง และตาก็เหลือบไปเห็นกางเกงใน ถุงเท้า และชุดชั้นในที่วางเรียงรายอยู่กลางห้องเหมือนจะมาเปิดท้ายขายของในตลาดนัดจตุจักรประมาณนั้นเลยค่ะ


นอนเล่นอยู่ซัก ครึ่งชม ก็มีหญิงรูปงาม<รูปร่างผอมเพรียวหน้าตาไม่ได้สังเกต> โผล่มาตอนแรกนึกว่าอยู่ในความฝัน..เฮ้ย ไม่ใช่ นี่เรื่องจริง แม่นางผู้นี้คงเป็นรูมเมทของฉันสินะ ฉันคิดในใจ เธอโผล่มาพร้อมกับผ้าขนหนูผืนน้อยๆที่พันห่อตัวเธอไว้อย่างไม่ค่อยมิดชิดเท่าไหร่ สยิวกิ้วมากค่ะ ฮ่าๆๆ เธอจู่โจมเข้ามาหาเราที่นอนอยู่บนเตียงอย่างทันที เหมือนกะว่าเธอเคยรู้จักมักจีเรามา่ก่อนอย่างงั้นแหล่ะ เธอเข้ามาแนะนำตัวว่าเธอชื่อ เชยอง เช ยอง? ฉันพูดซ้ำเพื่อความแน่ใจ จากนั้นเราก็แนะนำตัวเองว่าชื่ออะไร มาจากไหน พ่อแม่ชื่ออะไรก็ว่าไป <อันนี้เว้อร์ไป> เธอก็เล่าให้ฉันฟังเช่นกันว่าเธอเป็นใครมาจากไหน nice 2 meet u nice 2 meet u 2 3 4 5 ก็ว่ากันไป แล้วสุดท้ายเค้าก็เข้ามากอดฉันเฉยเลย ก็แอบเขินๆอยู่ที่ต้องมากอดกับคนแปลกหน้าที่โป้เปลื่อยอยู่เนี่ยะ เธอช่างกล้าจริงๆแบบนี้มีแววความเป็นรูมเมทที่ดีได้ ฮ่าๆๆ



จากนั้นพีซ<ซึ่งสืบมาได้ว่าเรามาแล้ว อยู่ห้องไหน> ก็มาเคาะประตูห้อง ก๊อกๆๆๆ มันช่างขัดจังหวะของฉันกับเชยองซะจริงๆ เฮ้ย! ป่าว ฉันไม่ใช่เลสเบี้ยนนะ ฉันก็เลยออกไปพร้อมกับพีซด้วยความมึนๆงงๆของฉันในขณะนั้น พอไปห้องพีซก็ได้ยืมskypeพีซโทรกลับบ้าน ฉันก็ได้ยิ้มอีกครั้ง และมีความสุขกลับห้องไปนอน โดยเชยองก็นอนหลับไปแล้ว ก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก



เช้าวันต่อมาเป็นวันที่เด็กinterทุกคนจะต้องไปทำกิจกรรมในค่ายปฐมนิเทศน์ <เรียกให้ง่าย> ฉันกะเชยองก็มีโอกาสได้ไปด้วยกัน เดินไป คุยไป เจอผู้คนก็แนะนำตัวอะไรกันไป แล้วก็ได้ไปเจอพีซ แพค และอีฟ สหายTS49 :)> ก็ได้แนะนำตัวกันครบทุกคน เราทั้งห้าคนก็ไปกินของว่างด้วยกัน ณ สถานที่แห่งหนึ่ง และหลังจากนั้นเธอก็หายไปไหนไม่ทราบจำไม่ได้ แล้วเราทั้งสี่คนก็เดินไปกินมาม่าบ้านพี่ซันนี่ ผู้ใหญ่ใจดีแห่งบ้านบราวน์ จากนั้นก็ไปเดินทัวร์รอบๆบราวน์กัน จำได้ว่าเดินสวนกับเชยองอีกหลายครั้ง พวกเราก็ได้สังเกตเห็นสไตล์การแต่งตัวของเธอซึ่งคุ้นๆเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนเธอชอบใส่กระโปรงยาวๆลวดลายพรดพร้อย เสื้อยืดคอกลมตัวเล็กๆ แล้วก็ไว้ผมยาวๆ ดัดให้หยิกๆ นิดหน่อยพองาม พวกเราคนใดคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่ารูมเมทหญิงเหมือนนักร้อง “ปาล์มมี่”เลย ก็ฮากันหมด เพราะทุกคนเห็นพ้องว่าใช่เลย 555



ต่อมาก็ได้คุยกันมากขึ้น ได้รู้ว่าต่างคนสนใจจะเรียนอะไรกันค่ะ เชยอง เล่าว่า เธออยากจะเรียนพวกartค่ะ เธอชอบพวกดนตรี ศิลปะ การเต้นรำ การร้องเพลง แนวนั้น เธอเกลียดการเรียนเลข ฟิสิกส์วิชาแนวคำนวณๆอย่างมาก ก็รู้สึกดีมากๆค่ะที่ได้มีรูมเมทเป็นเด็กอาร์ตๆแบบนี้ ถูกใจมากมาย รู้สึกว่าวันนั้นจะมีrequirementของเด็กfreshmenที่จะต้องไปฟังบรรยายอะไรบ้างอย่างนะคะ แต่เธอก็บอกว่า "เนี่ยะ ไม่ต้องไปหรอก โดดไปก็ไม่มีใครรู้หรอก" ฉันก็เลยไม่ไป อยู่เป็นเพื่อนเธอ



ย้อนนึกถึงรูมเมทคนก่อนซึ่งเป็นคนเกาหลีเหมือนกัน แต่สองคนนี้ช่างแตกต่างกันมากจริงๆค่ะคนนึงดูจริงจังและเคร่งขรึมมาก อีกคนดูเรื่อยๆสบายๆไม่คิดอะไรดี ฉันคงจะได้ใช้ชีวิตที่บราวน์อย่างสบายใจแน่ๆ <ความคิดในตอนนั้น> อย่างน้อยก็คงไม่ต้องมีเรื่องทำเวร เพราะขนาดชุดชั้นในเค้าเองยังไม่เก็บเลย และคงไม่ต้องมีเรื่องการบ้านรูมเมทที่เพิ่มworkloadเราอย่างตอนอยู่Prepเพราะเธอไม่มีทางเทคเลขหรือฟิสิกส์ เคมี ชีวะแน่นอน คิดแล้วก็อดมีความสุขใจไม่ได้ค่ะ :D



ครั้งหนึ่งจำได้ว่าตลกมาก ตอนไปดูงานศิลปะที่List Artกับเชยอง หลังงานเลิก เราก็เดินเรื่อยเปื่อยกัน ดูอะไรๆตามข้างทางไป พอดีเชยองหันไปเห็นป้ายประกาศป้ายนึง เธอเลยเดินเข้าไปอ่านอย่างสนใจมาก ฉันเลยเดินตามไปดูว่ามันประกาศอะไร สิ่งที่เห็นก็คือ เค้ากำลังประกาศรับสมัครนางแบบไปนอนเปลือยเพื่อให้คนมาวาดภาพ ($20/hr) ฉันก็หันไปถามเชยอง ว่าสนใจหรอ? ไม่น่าเชื่อ เธอสนใจจริงๆค่ะ!! หญิงไทยใจงามก็เลยโดนเธอทำมึนอีกครั้งนึงแล้ว ช่างกล้าแท้! ใครสนใจจะไปดูก็มาเทคคอร์สศิลปะแถวนี้ได้ ขอย้ำ มันเป็นศิลปะ จริงๆนะ ;P



หลังจากนั้นเธอยังทำให้เรามึนๆอีกหลายครั้ง มีอยู่คืนหนึ่งฉันนอนหลับไปแล้ว เธอไม่รู้นึกเปลี่ยวอะไรขึ้นมาเปิดเพลงบรรเลงที่หลอนๆอ่ะ แล้วก็ลุกขึ้นมาเต้นรำแบบพลิ้วๆ ภายใต้แสงไฟสลัวๆ เราได้ยินเสียงเพลงก็เลยลืมตาขึ้นมาดู ภาพที่ปราำกฎตรงหน้า มันน่ากลัวมากๆอ่ะ เหมือนในหนังผีเลย จากนั้นฉันก็เลยแกล้งทำเป็นหลับไป เอาผ้าห่มคลุมหัว ที่ต้องนอนคลุมโปรงเพราะกลัวจริง ๆ *_*


เรื่องมึนๆยังไม่จบแค่นี้ เมื่อเราสืบทราบมาว่าเธอเคยมีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับผู้ชายตอนอยู่โรงเรียนเก่าจนต้องลาออก สายของเราน่าเชื่อถือได้เพราะเค้าเคยอยู่โรงเรียนเดียวกันมาก่อน ในวันหนึ่งเรากลับห้องไปหลังจากเรียนH.Calulus ซึ่งมึนมาก ภาพที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะต้องมาเห็นก็คือ เธอนอนโป้เปลือยอยู่บนเตียง ยังดีที่มีผ้าห่มคลุมบางส่วนอยู่ที่ตักเธอวางโน๊ตบุ๊คอยู่ มีไมโครโฟน เธอกำลังคุย skypeอยู่กับแฟนของเธอที่ประเทศฝรั่งเศส <แก้ผ้าให้แฟนดู>



ความสัมพันธ์ฉันรูมเมทก็ราบเรียบดีค่ะ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น จนกระทั่งวันหนึ่งก่อนThanksgiving Break ประมาณ 2 สัปดาห์ เธอถามว่าฉันจะไปไหนหรอThxgiv ฉันก็บอกว่าคงจะไปNYcกับเพื่อน and u? เธอบอกว่าเธอจะไม่ไปไหน เพราะแฟนเธอจะมาหาในสัปดาห์หน้านี้ "mindรึป่าว" ฉันก็บอกว่าเราไม่mindอะไร แค่สัปดาห์เดียวเองหนิ <ฉันคิดในใจว่าเค้าคงไม่มาทำอะไรกันอยู่แล้วล่ะ>



หลังจากได้เจอกับแฟนของเธอตัวเป็นๆ พบว่า แฟนของเธอเป็น เศษฝรั่ง แท้ๆ เลยค่ะ Frenchจ้ามากๆ เหมือนหลุดมาจากยุคเรเนซ้องส์ ผมหยิกยาวถึงก้น เสื้อผ้าขาดรุงริ่ง น้ำไม่อาบ ประมาณนั้นเลย นลินเด็กไทยทุนส่วนตัวที่นี่บอกว่า "เหมือนเก็บมาจากถังขยะ!" แต่เชยองเธอรักคนนี้มากค่ะ รักจะเป็นจะตาย เหมือนในนิยายรัก ซีรีส์เกาหลี เลย ซึ้งจริงๆ ไปพบรักกันตอนช่วงซัมเมอร์ที่อินเดียจนไม่ยอมกลับเกาหลี และแม่ของเธอต้องบินไปตามกลับมา <จากสายรายงานมา> เคยฟังเรื่องครอบครัวจากปากของเธอหลายครั้ง และทุกครั้งเธอก็จะพูดถึงครอบครัวในแง่ลบๆ โดยเฉพาะเรื่องแม่ประมาณว่า แม่เธอเป็นคนมีชื่อเสียงในสังคมไฮโซของเกาหลีค่ะ วันดีคืนดี แม่ก็ลงในหนังสืิอพิมพ์ ให้สัมภาษณ์เรื่องครอบครัว ธุรกิจ เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้ดี @@ !_! ??



Thanksgiving ผ่านไป ฉันกลับมาจากNYc กลับมาถึงห้องก็ประหลาดใจมากที่ยังเห็นทั้งเชยองและแฟนนอนซุกกันอยู่บนเตียง ฉันก็ไม่คิดไร หลังจากนั้นฉันก็เลยถามคนผู้ชายว่ายังไม่กลับอีกหรอ นึกว่ากลับไปแล้วซะอีก <ถามแบบไม่เกรงใจเลย> เค้าก็บอกอ๋อ ยังๆ สำเนียงfrenchๆหน่อย ต่อมาฉันก็ไปถามเชยองว่าเมื่อไหร่แฟนจะกลับ เธอบอกว่า เดี๋ยวก็กลับแล้วเนี่ยะ ฉันก็ อืมๆๆ ahaๆ...........



>>>>>>ต่อไปนี้จะเริ่มตึงเครียดนิดนึงนะ



ฉันก็เรียนๆๆๆ ทำกิจกรรมบ้าง เค้าทั้งคู่ก็อยู่ต่อไปอีกหนึ่งสัปดาห์ ฉันก็ไม่อยากจะไปพูดมากอะไร เห็นใจในความรัก เพราะเค้าทั้งคู่ต้องอยู่ห่างไกลกันมาก กว่าจะได้เจอกันก็นานเลย หลังตอนเชยองไม่อยู่ห้อง ไปเรียน แล้วฉันยังต้องอยู่ห้องเนี่ยะสิ ก็เริ่มกลัวๆ และก็ไม่กล้าอยู่ห้องตัวเองอีกต่อไป ไปนอนห้องนลินคืนนึง ห้องพีซอีกครึ่งคืน ก็กลัวๆกล้าๆไปอยู่ห้องอยู่เนี่ยะแหล่ะ เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า รวดเร็วมาก แป๊ปเดียวก็ผ่านไปเกือบๆ เดือนที่เค้าอยู่ด้วยกัน อีฟกับเอ็มก็แนะนำให้เราไปบอกRA (Resident Assistant)ได้แล้ว เค้าจะได้จัดการเรื่องนี้ให้ ฉันก็ไปบอกในทันที RAก็ได้แต่นัดเชยองไปคุย และทำอะไรไม่ได้อยู่ดีเพราะที่บราวน์ไม่มีกฎห้ามเรื่องนี้อย่างจริงจัง และ RAก็มาเผยตอนหลังว่าโดนเชยองต้มซะเปื่อยไปครั้งนึง ก็ตอนเค้าเรียกเชยองไปคุยอ่ะ เชยองก็บอกว่า"จะไปแล้วพรุ่งนี้" จากนั้นวันรุ่งขึ้นRAมาถามฉันว่า"เป็นไง" ฉันก็บอกว่า"เหมือนเดิม" เค้าก็บอกว่า "อ้าว เค้ายังไม่ไปอีกหรอ" ฉันก็บอกว่า "ใช่ ยังไม่ไป" ที่นี้ เค้าก็ด่า สบถ มาเพียบเลย



จนได้ไปปรึกษาพี่คนนึง ชื่อ พี่อุ้ม เป็นพี่สาวสุดสวยแห่งบราวน์ เป็นเด็กGradรู้จักคนกว้างขวาง พี่อุ้มก็เลยใช้เส้นช่วยให้ได้คุยกับเพื่อนเธอซึ่งเป็นผู้ดูแลเรื่องนักเรียน ความเป็นอยู่ในหอพัก โดยตรง ชื่อ เคนจิ ฉันก็ไปคุยๆๆปรับทุกข์กับเคนจิ และพี่อุ้มทั้งสองคนก็บอกจะช่วยเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด พี่อุ้มถึงขนาดจะไปคุยให้เลย ซึ้งมากๆตอนหลังสุดรู้สึกว่า เชยอง จะโดนเรียกไปคุยและจากนั้นเค้าก็หายไปเลย หายไปไหนไม่รู้ ตั้งแต่ปลายๆเทอมfallจนเทอม Spring ก็ยังไม่เห็น ฉันเลยได้เป็นfreshmanที่ได้ห้องเดี่ยวเลย <ซึ่งเค้าไม่ค่อยให้ง่ายๆ> ทำให้มีที่ให้เพื่อนๆ น้องๆที่มาแวะเวียนมาเยี่ยมชมบราวน์ได้มานอนกันไง <ที่นี้ก็ได้ทราบที่มากันแล้วนะคร้าบ>
หวังว่าเค้าจะไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่นะ คงไม่ได้โดนไล่ออก ;(



เรื่องก็จบด้วยประการล่ะฉะนี้ บอกแล้ว มันไม่happy endingเลยเนี่ยะ
คราวหน้าจะมาเขียนเรื่องที่มันจรรโลงใจกว่านี้นะคะ คอยติดตามด้วยน้า

วันจันทร์, สิงหาคม 18, 2008

ชั้นคงเป็นนังมารร้ายตัวจริง

ก็เล่าอะไรๆดีดีไปให้อ่านบ้างแล้ว ทั้งเรื่องฮา ไม่ฮา เรื่องไม่ดีก็มี แต่มันก็ไม่ร้ายมากใช่มั้ยล่ะ ก็เลยอยากจะเล่าเรื่องอีกมุมนึีงของชีวิตให้อ่านบ้าง เผื่อจะได้รู้ว่าชีวิตเราเนี่ยะนะ มันก็ต้องเจออะไรทั้งดีและไม่ดี คนดี คนไม่ดีปะปนกันไป มันก็อยู่กับว่าเราจะเลือกทางไหนหรือคบใครเท่านั้น เพราะ"ชีิวิตเรา เราเลือกเอง" ก็ขอให้เพื่อนๆมีกำลังใจในการก้าวเดินไปข้างหน้านะคะ แต่ถึงอย่างไร ชีวิตเราก็เลือกเองไม่ได้ทั้งหมดใช่มะ และการที่เราไม่ได้เลือกเองเนี่ยะแหล่ะ มันเป็นเหตุให้เกิดเรื่องที่เพื่อนๆจะได้อ่านต่อไปนี้ บางตอนจะเห็นความชั่วร้ายของเราด้วย <ซึ่งตัวจริงร้ายกว่านั้นเยอะ 55> ขอให้เพื่อนๆใช้วิจารณญาณในการอ่านค่ะ

-----------------------------------------------------
เหตุเกิดซ้ำ 2 ครั้ง ทั้งตอนที่เราอยู่Porter’s และ ในปีแีรกของการอยู่หอที่ Brown
ใช่แล้ว เพื่อนๆหลายคนคงทายถูก สิ่งที่เราไม่ได้เลือกเองมีอยู่อย่างเดียว นั่นคือ Roommate ในชีิวิตเราเคยมีรูมเมทมาแล้วนับสิบๆคน ตั้งแต่มหิดล มาBrewster มาStony Point ก็เข้าใจธรรมชาติของแต่ละคนนะ ว่าคนเรามันไม่เหมือนกัน เีราควรที่จะทำความเข้าใจและยอมรับในความแตกต่างนี้>>>>>>>




แต่เรื่องจริง! ยอมรับค่ะว่าตัวเองก็ทำไม่ได้ ในวู๊บหนึ่งนังมารร้ายน้อยๆในใจก็เริ่มปรากฎขึ้น @@

เราไม่เคยเจอใครแปลกขนาดรูมเมททั้งสองคนนี้เลยเป็นเรื่องบังเอิญทีเดียวว่าทั้งคู่เป็นสาวเกาหลีเหมือนกัน คนที่Porter'sให้ชื่อสมมติว่า จังกึม ล่ะกัน
คนที่Brown นามสมมติ เชยอง <ไม่ใช่ เชย-อง นะ>



วันแรกที่ไปPorter's ประทับใจในตัวจังกึมมาก เพราะเค้าทำอาหารเก่ง ไม่ใช่! เค้าพาเราเดินรอบทัวร์รอบโรงเรียนเลย แล้วก็แนะนำว่าอาคารไหนเรียกว่าอะไร ถ้าจะเรียนวิชานี้ ต้องมาตึกนี้ เรียนวิชานู้น ต้องไปตึกนู้น ถ้ากินต้องมาตึกนี้ ประชุมใหญ่ต้องมาฮอลล์นี้ ถึงขนาดเอาตารางเรียนเรามาดูเลย น่ารักจริงๆ :)
เราฟังจากลักษณะท่าทางการพูดคุยของเธอก็สัมผัสได้ว่าเธอมีความเป็นผู้ใหญ่อยู่มาก ดูเป็นคนเข้าใจโลกและสามารถคุยเรื่องลึกซึ้งกับพวกครูบาอาจารย์อยู่เสมอ และเธอทำอะไรก็ทำจริงจัง แล้วก็จะตั้งใจมากๆๆด้วย เรามารู้ภายหลังว่าเธอถูกส่งไปเรียนนอกตั้งแต่เล็กๆ ก่อนมาที่นี่เธอก็เรียนอยู่ออสเตรเลีย ไปพักอาศัยอยู่กับญาติคนนึง แต่ใช้ชีวิตด้วยตัวเองมาตลอด ไม่แปลกใจเลยที่เธอมีความคิดที่โตเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้

1 อาทิตย์ ผ่านไปเราก็ได้ทำความรู้จักสนิทสนมกันมากขึ้น คุยเรื่องที่บ้าน พ่อแม่ พี่น้อง โรงเรียนเก่า เส้นทางการมาเรียนนอก วิชาที่ชอบ อาหารโปรด สัตว์เลี้ยง ภาษาไทย ภาษาเกาหลี blah blah blah จนเรียกได้ว่าแทบจะรู้ไส้รู้พุง เราก็ยังรู้สึกดีใจอยู่เลยที่ได้รูมเมทดีดีแบบนี้

เวลาผ่านไป เธอก็เริ่มกลับไปอยู่ในโลกส่วนตัวของเธอ เราสังเกตได้ว่าเธอเป็นคนที่เก็บตัวอย่างมาก จึงไม่ค่อยมีเพื่อนสนิทมากนัก จะว่าไม่มีเพื่อนสนิทเลยก็ได้ แต่ยังมีเพื่อนบ้างประปราย ในตอนกลางคืนว่างเว้นจากการทำการบ้าน เธอก็จะดูหนัง surf net และเปิดเพลงดังๆอยู่เสมอ ในบางครั้งตอนที่เค้าเผลอ เราก็แอบไปหรี่เสียงอยู่บ่อยๆ ฮ่าๆ ต่อจากนั้นก็จะคุยโทรศัพท์กับที่บ้าน ก่อนวางสายทุกครั้งเธอก็จะชอบเรียก ต้าโร่ๆๆๆๆๆๆๆๆ <เหมือนว่าเรียกชื่อเด็กเล็กๆแบบนั้นอ่ะ> พอเค้าคุยจบเราก็เลยถามว่าต้าโร่เนี่ยะใครหรอ เธอบอกกลับมาว่า เป็น หมา อ่ะ. ฮะ!???? เราก็งงว่าเธอคุยกับหมารู้เรื่องได้ไง เก่ง! เธอบอกว่าก็เวลาเธอเรียกมันอ่ะ มันก็จะเห่าตอบกลับเธอมาทุกครั้ง????? เราก็ถามว่า เธอคิดว่าหมาจำเสียงเธอได้งั้นรึ?<ในใจเราคิดว่า หมามันก็เห่าของมันอยู่แล้วไม่ใช่หรอ ฮ่าๆๆ> เธอบอกว่า แน่นอน! หมาเธอทั้งฉลาดทั้งเก่ง น่ารักมากๆๆๆด้วย sooooooo cute! เคยมีมาติดต่อ มันไปเล่นหนังด้วย?? เธออ่ะ รักหมาเธอมาก ต้าโร่เป็นเหมือนคนในครอบครัวเธอเลย ถ้าเค้าให้นำสุนัขขึ้นเครื่องได้ เธอคงพามันมาเมกาแล้ว (ว่างั้น) ตอนครอบครัวยกมาเมกา ก็ต้องพาหมาไปฝากที่โรงแรมเลี้ยงสุนัขชื่อดังแห่งหนึ่งของเกาหลี ให้เค้าดูแล ให้อาหาร ตัดผมให้ อะไรประมาณนั้น แล้วก็คุยเรื่องหมาเธออีกยาวเลย เราว่าเรื่องของต้าโร่เนี่ยะก็น่ารักดีนะ ;D เราได้ดูรูปของต้าโร่แล้ว เป็นพันธุ์ Golden Retriever ที่โหง๋วเฮ้งดีมากๆจริงๆ :)





ในวันแรกๆของการไปอยู่ที่เราก็อยากจะทำความรู้จักกับเพื่อนๆที่นู้นไว้เยอะๆไง ทั้งในห้องเรียน นอกห้องเรียน และในหอ นอกหอ ก็เลยนึกเรื่องที่TAที่Brewsterพูดขึ้นมาได้ว่า"ตอนอยู่หอที่โรงเรียนอ่ะ ไม่ต้องปิดประตูไว้ตลอดเวลาก็ได้นะ ตอนอยู่ในห้องนอนก็เปิดประตูอ้าซ่าไว้บ้าง เพื่อนจะได้เข้ามาทักทาย">>> >คิดได้ดังนั้นก็เลยจัดการเปิดประตูซะเลยคับพี่น้อง เพื่อนจะได้แวะเวียนมาคุยกะเราบ้าง 555 วิธีนี้ใช้ได้ผลเลยทีเดียวค่ะ <<<<<<<<<แต่สุดท้ายเราก็ต้องปิด เพราะจังกึ๋มมาขอร้องเราว่าให้ปิดเถอะ เธอไม่ชอบคนเดินเข้ามาพลุกพล่าน>> เราก็เลยขอโทษซะใหญ่โต TT ก็เราลืมคิดถึงความรู้สึกของจังกึมไปเลย ในเมื่อเค้าไม่ชอบ เราก็จะไม่ทำ เอาใจเขามาใส่ใจเราค่ะ เรื่องนี้ก็เป็นอุทาหรณ์ให้น้องๆคิดนะคะว่าจะทำอะไรก็คิดให้รอบคอบก่อนและถ้าจะเปิดประตูห้องให้ถามความสมัครใจของรูมเมทก่อนด้วยนะ แหะๆ



ทำเวรประจำวัน! พอพูดถึงคำนี้ก็จะนึกถึงตอนประถมใช่มะ ที่ตอนเย็นๆหลังเลิกเรียนต้องมาทำความสะอาดห้องกันเวรมีประมาณวันละ 7-8 คน ก็ยังพอจะอู้งานได้บ้างค่ะ ทำเวรไป คุยไป ก็สนุกดี ตอนอยู่สาธิตเกษตรจำได้ว่าเวรห้องกลุ่มเรามีวิธีถูพื้นที่ทั้งสนุกและทั้งเปียกมากด้วยก็เอาน้ำใส่ลูกโป่งให้เต็มค่ะ มัดไว้ จากนั้นก็มาโยนเล่นกันค่ะ ใครทำลูกโป่งแตกก็ต้องเป็นคนถูพื้นไป แต่สุดท้ายก็ช่วยกันถูอยู่ดีค่ะ แต่เวรที่ Porter's มันไม่สนุกอย่างนั้นค่ะ! จริงๆPorter’sไม่ได้บังคับให้ทำหรอก แต่มันเป็นกฎของแม่สาวน้อยแดนกิมจิคนนี้เอง เธอจะให้เราทำเวรห้องสลับกันคนละอาทิตย์ <เวร จริงๆ> โดยอาทิตย์แรกเธอบอกว่าเธอจะยอมเสียสละทำก่อน แล้วอาทิตย์ถัดไปคุณต้องทำนะ ก็ถือว่าเธอเป็นคนเนี๊ยบใช้ได้ค่ะ เราก็โอเคด้วยอยู่แล้ว เพื่อความสะอาดของห้องเราเอง <เอาว่ะ เป็นไงเป็นกัน> ด้วยความที่เป็นอาทิตย์แรก ทนเห็นเพื่อนลำบากต่อหน้าต่อตาไม่ได้ค่ะ ต้องยื่นมือเข้าไปช่วย จังกึ๋มเป็นคนตัวเล็ก ทำอะไรไม่ค่อยคล่องตัว เราก็เลยไปช่วยเค้ายกเครื่องดูดฝุ่น เปิดประตูให้ เอื้อมไปเสียบปลั๊กหลังตู้ เคลียร์ของให้เป็นที่ว่างๆให้เค้าดูดได้ง่ายประมาณนั้นหน่ัะค่ะ เรียกว่าแทบจะทำให้หมดอยู่แล้ว แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ ชั้นทำได้ทุกอย่างเพื่อเธอเพื่อนเกลอที่รัก


วันหนึ่งค่ะเธอถามว่า เรากินข้าวยัง เธอจะชวนเราไปโรงอาหาร ก็รู้สึกดีนะที่เค้าเป็นห่วงเป็นใยเราก็เดินไปโรงอาหารด้วยกันดีดีเนี่ยะค่ะ พอไปถึงโรงอาหารไอเราก็แว๊บไปเข้าห้องน้ำก่อน ออกมากำลังจะเดินเข้าไปตักอาหาร พบว่าจังกึ๋มเธอก็ถือกล่องใส่อาหารออกมาจากโรงอาหารซะแล้ว เรียกไม่ทัน เราก็งงๆเล็กน้อย ?????ไอตอนชวนเราก็นึกว่าจะมานั่งกินด้วยกันซะอีก ไหงไปโรงอาหารแล้วกลับมาทิ้งกันซะงั้น?? ตอนกลับไปห้องนอนแล้วก็เลยถามว่าเนี่ยะ ทำไมไม่นั่งกินด้วยกันล่ะ เธอบอกว่าเค้าไม่ชอบที่ๆมีคนเยอะๆ ชอบนั่งกินคนเดียวแบบนี้ และเค้าก็ไม่เคยมานั่งกินที่โรงอาหารเลย และทำห้องอบอวนไปด้วยกลิ่นอาหารเป็นประจำ แต่เราไม่ว่าอะไรหรอกนะ :(


อาทิตย์ที่สองค่ะ หลังจากเราระเห็ดเหน็ดเหนื่อยมาจากการไปค้าแข้งต่างโรงเรียน <ก็ที่นู้น ทำอะไรต้องทำจริงจัง เล่นกีฬาก็ต้องจริงจัง มีการแข่งขันกีฬาระหว่างโรงเรียน โดยเค้าจะมีการแบ่งชนชั้นวรรณะตามระดับความสามารถค่ะ Varsity, Junior Varsity, Third ไอเราก็สมัครใจเล่นฟุตบอลเองค่ะ แต่ไม่สามารถไปเทียบรัศมีพวกชนชั้นสูงได้ เพราะเค้าทั้งเก่ง และ ถึก รูปร่างใหญ่กันทั้งนั้น ก็เลยอยู่Thirdค่ะ เป็นชนชั้นล่าง แต่ก็ยังเหนื่อยทุกอาทิตย์อยู่ดี เพราะต้องลงเป็นตัวจริง> เหนื่อยมากๆค่ะ การเล่นบอลในที่ๆมีอากาศหนาวเย็น มันเหมือนจะขาดอากาศหายใจตายจริงๆค่ะ กลับเข้าเรื่อง ก็ยังตระหนักนะคะว่าอาทิตย์นี้เป็นเวรเรา! แต่ยังไม่ทำนะก็มันเหนื่อยนี่หว่า จังกึ๋ม เธอพูดดักคอเราทันทีเหมือนรู้ว่าเรากำลังคิดอะไรอยู่ อย่าลืมนะหญิงอาทิตย์นี้เวรคุณ <ดููดู๊ดู ดูเธอทำ ทำไมถึงทำกับชั้นได้ ๆ> เราก็เลยไปหยิบเครื่องดูดฝุ่นมาทำเวรค่ะ และก้มหน้ารับเวรรับกรรมนี้ไป โดยจังกึ๋ม ไม่คิดจะแลเหลียว ฮื้อๆๆๆ T_T


ไม่ใช่เรื่องเวรประจำอาทิตย์เรื่องเดียว เธอยังเป็นคนเนี๊ยบอีกหลายๆเรื่องมากๆ ตอนนั้นเราอยู่ทีมsoccerไงหลังเล่นกีฬาเสร็จ มันก็จะเหงื่อท่วมตัวเป็นเรื่องธรรมดา และสิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ "กลิ่นรองเท้า" เธอสั่งห้ามเด็ดขาดค่ะ ว่า 1.ห้ามนำรองเท้าเข้าห้อง 2.ห้ามนำถุงเท้าที่ใส่เล่นกีฬาแล้วเข้าห้อง 3. 4. 5. 6. 7. 8.เยอะค่ะ แต่จำไม่ได้แล้วพอเล่นบอลเสร็จ กลับมาในห้อง เธอก็จะมีอาการไม่ค่อยสบายเนื้อสบายตัวอยู่เสมอ เช่น ไปเปิดหน้าต่าง บอกให้ช่วยเปิดหน้าต่างทางซีกคุณให้ที หาเทียนหอมมาดม เป็นต้น แบบว่าจะแสดงให้รู้เลยว่า "เมิงเนี่ยะเหม็นนะ" ขออนุญาติใช้คำไม่สุภาพนะคะ รู้ตัวค่ะ ก็รีบวิ่งไปอาบน้ำขัดสีฉวีวันในทันที <ทีหลัง เหม็นเรา ก็พูดเลยได้นะเนี่ยะ ไม่โกรธอยู่แล้ว> หลังกลับมาจากอาบน้ำค่ะ หน้าต่างที่ยังไม่ได้ปิดเนี่ยะค่ะ ทุกคนคงจำได้ เธอก็มาใช้ให้เราไปปิด เพราะเธอบอกว่าเธอหนาว เราก็ไปปิดให้ค่ะ และบอกว่าถ้าหนาวก็เดินมาปิดเองเลยได้ ไม่ต้องรอเรา เค้าก็โอเคๆ แต่หลังจากนั้นก็ใช้เราเปิด ปิด เปิด ปิดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ หน้าต่างอยู่เรื่อยๆค่ะ เกือบๆทุกวัน ทั้งปี จนตอนหลังพอเรียกชื่อ หญิง เราก็เดาได้เลยว่าเธอจะให้ปิดหน้าต่างใช่มะก็ ฮาๆ กันไป ;P



สัปดาห์ที่ 3,4 ผ่านไป มาถึงสัปดาห์ที่5 มั่นใจเลยค่ะ ว่าเธอลืมทำเวร ฮ่าๆๆ แต่เราก็ไม่ได้เตือนอะไร เกรงใจด้วยและรู้ว่าเธอคงเหนื่อยจากการสอบมิดเทอมของเธอ และเธอคงจะไปทำอาทิตย์หน้ามั่ง สัปดาห์ที่ 6 ค่ะ เราเริ่มมีสอบมากขึ้น ทั้งSAT, TOEFL การบ้านประเดประดัง ยอมรับค่ะว่าลืมเรื่องทำเวรไปสนิทเลย แต่เธอก็ยังไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาการแกล้งลืมทำเวรของเรา! ยังคอยเตือนอีกแหน่ะ ว่าเนี่ยะ ถึงเวรใครแล้ว เธอจำไม่ได้ เวรคุณรึป่าว? เราก็บอกว่าใช่ๆ เดี๋ยวเราทำนะ ก็ไม่ได้คิดไีร ตอนนั้นยุ่งมาก

หลังจากนั้นพอผลสอบCal BCออก ก็เริ่มมีเพื่อนชาวเมกันในคลาสเริ่มจะเห็นประโยชน์จากเรามากขึ้นมา <คบเพื่อผลประโยชน์จริงๆ เฮ้อ> เค้าก็เลยมาถามเลขอยู่บ่อยๆ ถามแล้วก็ไปๆ แต่จะมีอยู่คนนึงตามติดมาก ขนาดมาขอมานั่งทำการบ้านเลขด้วยทีละข้อๆไป ถ้าเค้าไม่ได้ตรงไหนจะได้ถามเลย ซึ่งมันจะเสียเวลาเรามากๆ แล้วเค้าจะให้เราอธิบายหัวฟูเลย ก็อธิบายตั้งแต่วิธีการตีโจทย์ ตรีโกณ จำนวนเชิงซ้อน เมตทริกซ์ มาจนถึงแคลคูลัส เรียกว่าอธิบายยิบๆ แล้วคนนั้นเค้าก็จะชอบถามว่ารู้ได้ไงว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้ เราก็อธิบายจนเค้าเข้าใจ เค้าชอบบอกว่าเราสอนดี <พูดจริงรึป่าวก็ไม่รู้>ไม่เหมือนอาจารย์สอนไม่รู้เรื่อง<จริงๆเราว่าเค้าเองฟังไม่รู้เรื่องมากกว่า> จนตอนหลังบังเอิญมีคนไปบอกอาจารย์ว่าเค้ามาเรียนกับเรา เวลาเค้าไปถามอะไรอาจารย์ที่มันน่ารำคาญมากๆ อาจารย์เค้าจะบอกให้มาถามหญิงเลย <โยนงานซะงั้น>


จังกึมเห็นเราช่วยเพื่อนขนาดนั้น เลยได้ที นำการบ้านเลขมาถามเราบ้างซึ่งจริงๆแล้ว เรียนเลขคนละคลาสกับเรา เค้าก็บอกว่า "อ้าว เพิ่งรู้ว่าเราถนัดเลข เค้าก็งมเข็มอยู่ตั้งนานน่าจะมาถามหญิงตั้งแต่ต้นเทอม" !!!!!!!! แรกๆ เราก็สอนไป สอนไปสอนมาๆ กลายเป็นทำให้ไปเฉยเลย เพราะหลังๆเค้าเริ่มขี้เกียจฟัง ฟังไปก็ทำไม่ได้ ให้เราทำเฉลยให้หมดเลย แล้วเค้าก็ลอกๆๆๆส่ง และเค้าจะมีเทคโฮมที่จะต้องส่งวันศุกร์ วันพฤหัสไหนที่จังกึ๋มมาญาติดีกับเราเป็นพิเศษเราก็รู้เลยว่าต้องมีเทคโฮมแน่ๆ เตรียมรับกรรมเลยทีเดียว

มีอยู่ครั้งนึงประมาณวันพุธ จังกึ๋มเธอกำลังอ่านหนังสืออย่างตั้งใจมากๆ เพื่อนคนที่ชอบมาถามเลขบ่อยๆก็เข้ามาจะถามเลขอีกเหมือนเคย ซึ่งตอนนั้นเรากะลังยุ่งอยู่กับSATมากๆประมาณว่าอีกสองวันจะสอบแล้ว <ซึ่งเราก็รู้ว่าถ้าเริ่มติว ต้องนานแน่ๆ> ก็เลยตอบปฏิเสธไปแล้วบอกว่าวันเสาร์หลังสอบSATจะติวให้ ปรากฎว่าเค้าไม่ยอม ยังยื้อว่าต้องติวให้ได้ แป๊ปเดียวเอง จะรออยู่หน้าห้องนะ จนกว่าเราจะออกไป จังกึ๋มเห็นเราลำบากใจก็เลยมาพูดให้ ว่าออกไปเหอะ หญิงเค้ายุ่งจริงๆ คนนั้นก็เลยไป <เราก็งงๆว่าทำไมวันนี้จังกึมสนใจความทุกข์ร้อนของเราเนี่ยะ ปกติไม่เคย แต่ก็ไม่คิดไรเพราะว่าวันนั้นวันพุธไง อิอิ>



วันต่อมา(วันพฤหัส!!!!)จังกึ๋มหันมามองเราบ่อยๆ เราก็เลยถามว่าทำไมหรอ เค้าบอกป่าว ไม่มีอะไร ยุ่งกับSATอยู่หรอ เราก็บอกว่า ไม่มากหรอกนะ ทำไมหรอ <ในใจคิดว่าจะให้ช่วยทำเลขรึไงเนี่ยะ มาเป็นห่วงเราซะงั้น> เค้าก็บอกว่าให้ช่วยทำเลขให้หน่อยพรุ่งนี้ต้องส่งแล้วอ่ะ <ว่าแล้ว>เราก็บอกว่าได้ๆ มาซิๆ ตอนนั้นรีบทำมากมาย ชีทสองแผ่นทำเสร็จในเวลาสิบนาที จังกึ๋มถึงกับอึ้งไปเลย --

^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^

พ้นจากฤดูสอบต่างๆ
อยากบอกว่าโล่งใจมาก มีเวลามากสุดๆ ได้อ่าน ได้เล่น ได้กิน ได้เม้าส์อย่างเต็มที่ มันรู้สึกดีดีมากๆเลยอ่ะ วันนั้นตอนStudy Hallซึ่งเค้าจะตัดสัญญาณโทรศัพท์ <เป็นกฎไม่ให้นักเรียนคุยโทรศัพท์ตอนนั้นอ่ะ> ไอนัท ซึ่งไม่ได้เม้าส์กันนานมากๆก็โทรมาทางmsn เราก็รับสายทันทีอย่างไม่รีรอและก็คุย ถามสารทุกข์สุขดิบ สนุกสนาน จังกึ๋มเริ่มมีอาการอะไรบางอย่างที่เราไม่ได้สนใจอยู่ตอนนั้นเค้าก็หันมาพูดประมาณว่าตอนStudy Hall เค้าห้ามคุยโทรศัพท์นะ! เราก็ไม่ได้สนใจยังคุยต่อไปเพราะยังคุยไม่จบ <เลวเนอะก็คิดว่าเดี๋ยวซักพักจะวางแล้วล่ะ> คุยไปคุยมา นัทเริ่มปรึกษาอะไรบางอย่างที่มันซีเรียสและเราไม่สามารถวางตอนนั้นได้ จังกึ๋มเริ่มพูดมาอีกครั้งว่าเค้าจะต้องอ่านหนังสือนะ



>>>>>>>>>>>.นังมารร้ายในใจของเราจึงแผงฤทธิ์ขึ้นมาทันที ตอนนั้นหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก มันมีคนมาขัดจังหวะเวลาเราทำอะไรที่เป็นตัวเราอยู่อ่ะ
เลยสวนกลับไปอย่างแรงว่า SHUT UP! จังกึ๋มถึงกับนิ่งเงียบไปเลยทันที คงจะตกใจอ่ะ เพราะเรายอมๆๆเธอมาตลอด ไม่เคยเป็นแบบนี้เลย แต่คนที่ต้องตกใจตกใจสุดๆ คงไม่ใช่จังกึม แต่เป็นไอนัทอ่ะ ไม่เชื่อไปถามไอนัทดู ฮ่าๆๆ เพราะพูดshut upดังมาก ไอนัทคงหูแตกไปข้างเลย ฮ่าๆๆ ในคืนนั้นก็ไม่พูดอะไรกับจังกึ๋มอีกเลย สถานการณ์ตกอยู่ในความตึงเครียด <ลึกๆเราก็กลัวเค้าโกรธนะ แต่ก็ไม่อยากไปคุยก่อน เดี๋ยวเสียฟอร์ม ฮ่าๆๆ>



หลังจากนั้น 2 วันก็ไม่พูดจากันอีกเลย จนกระทั่งถึงวันพฤหัส อีกแล้ว! จังกึ๋มมาถามเราขณะที่เรานั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะว่า "เราเป็นอะไร ทำไมเราเปลี่ยนไป ไม่พูดกับเค้า”
เราก็บอกว่า "ไม่มีอะไรหนิ" <จริงๆแล้วมันมีอะไรอ่ะนะ แต่ไม่อยากพูด>
เค้าก็บอกอีกว่า "เราต้องเคลียร์กันให้รู้เรื่องนะ อย่าทำแบบนี้เลย"
เราก็บอกซ้ำอีกครั้งว่า "เราไม่มีอะไรจริงๆกลับไปทำงานที่โต๊ะของคุณอย่างเดิมเถอะ"
เค้าก็บอกว่า"เค้าไม่สบายใจที่เราทำแบบนี้"
เราก็บอกว่า "ทำแบบไหน เราไม่เห็นรู้เรื่องเลย เราก็เป็นของเราแบบนี้มาตั้งนานล่ะ" <เราเริ่มพูดจาวกวน ไม่รู้เรื่อง>
เค้าก็เลยบอกว่า "เราต้องมานั่งคุยกันนะ"
เราก็บอกอีกครั้งว่า "เราไม่มีอะไรต้องคุยกันหนิ" <ยังรั้นต่อไป>
เค้าก็ลงไปนั่งที่พื้น ข้างๆเก้าอี้เรา แล้วบอกว่า "จะนั่งรอจนกว่าเราจะยอมลงมานั่งคุยกับเค้า"
-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+
นานพอควรเลยแหล่ะ จนเราใจอ่อน ลงไปนั่งคุยกับเค้า
เราบอกว่า "ที่มานั่งเนี่ยะ ไม่มีอะไรจะคุยนะ แค่ไม่อยากให้เค้ามานั่งอยู่แบบนี้" <ยังมีฟอร์มอยู่ แหะๆ>

เค้าก็เริ่มพูดจากที่เค้ามองเราว่าเปลี่ยนไปยังไงสองวันที่ผ่านมานี้ ที่เค้าไม่พูดกับเราก็เพราะเค้าอยากจะให้เราเย็นลงก่อน พูดตอนยังร้อนๆก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี และเค้าก็บอกว่า "ถ้ามีปัญหาอะไร ก็ควรเปิดใจคุยกันนะ ไม่ใช่เก็บไว้คนเดียวมันจะทำให้สถานการณ์มันแย่ลง.....blah blah blah.....และเค้าขอโทษเราที่เค้าห้ามเราคุยโทรศัพท์จนทำให้เราไม่พอใจ" พอได้ยินคำว่า "ขอโทษ" ทุกอย่างมันก็เริ่มคลี่คลายลง เราเองก็คิดว่าเราก็ผิดเหมือนกันที่ไปพูดอะไรแรงๆใส่เค้าแบบนั้นแล้วก็ยังไม่ขอโทษอีก นอกจากนั้นก็ยังผิดที่คุยโทรศัพท์ ตอนStudy Hall <ซึ่งก็ผิดกฎโรงเรียนอยู่แล้ว ถ้าเค้าจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องอาจารย์ก็ย่อมได้>
ตอนหลังก็เลยตกลงกันว่าถ้าจะคุยโทรศัพท์ตอนStudy Hallก็ได้นะ เค้าจะไม่ไปบอกใคร แต่ต้องถามเค้าก่อน -- เราก็โอเค แล้วก็คิดว่าจะไม่พยายามทำผิดกฎโรงเรียนแบบนั้นอีก แล้วก็พูดกันถึงเรื่องต่างๆอีกนานเลย ผลัดกันพูดถึงด้านดีและด้านเสียของแต่ละคน เช่น เราบอกเค้าว่า มีอะไรก็ควรจะพูดกันตรงๆไปเลย ไม่ต้องมาแสดงอากัปกิริยาท่าทางไม่พอใจประมาณนั้นเราไม่ชอบ ตอนจบก็กอดกัน น้ำตาไหล สุดท้ายเค้าก็แหง่มๆ ว่าเนี่ยะ เค้ามีการบ้านเลข ยังไม่ได้ทำเลย ก็เพราะไม่สบายใจอยู่ เราก็รู้ว่าเราเป็นต้นเหตุด้วยล่ะ ก็เลยรับทำการบ้านเลขให้อีกเช่นเคย เรื่องราวก็จบลงแบบHappy Endingค่ะ



ตั้งแต่นั้นมาก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอมาค่ะ เทอมหลังสุดก็เลยชวนกันลงโยคะ เราก็รู้สึกดีมากๆ ที่มีเธอทำอะไรบางอย่างเป็นเพื่อนกันซักครั้งก่อนจบ
เธอเล่าว่า เธอจะใช้QuotaโดดAssemblyให้ครบทุกครั้ง<เหมือนที่เพื่อนๆผู้ชายใช้โดดรด.กันนะเนอะ> แต่เธอถึงขั้นขอใบรับรองแพทย์จากเกาหลีมาเพื่อจะใช้โดดการเล่นกีฬาโดยเฉพาะ ฮ่าๆๆ ทำให้เธอไม่ต้องเล่นกีฬาใน 1 season (คือ เค้าจะบังคับให้นักเรียนลงกีฬาประเภททีมอย่างน้อย 1 seasonอ่ะ) เธอก็สามารถลงชุมนุมกีฬาเฉยๆได้ ซึ่งส่วนโดดๆเนี่ยะก็คล้ายเราอยู่ พอได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันเยอะขึ้นมันก็เข้าใจกันมากขึ้นค่ะ เรามีอะไรก็ไปปรึกษาจังกึมๆมีไรก็ปรึกษาเรา หลังๆก็ช่วยกันเลือกมหาลัย และฉลองสอบติดให้กันและกัน มีความสุขมากมาย ณ ปัจจุบัน เค้าเรียนBUค่ะ ถ้าว่างๆ ก็จะไปเยี่ยมเค้าอย่างแน่นอน




-------------------
เรื่องราวของจังกึมสอนให้เราได้รู้อะไรหลายๆอย่าง อย่างน้อยที่สุดได้รู้จักตัวของเราเองมากขึ้น จังกึมสะท้อนให้เรามองคนเป็น ไม่ใช่ยอมรับแค่ความแตกต่างของเค้าแต่ต้องเข้าใจที่มาที่ไปในความแตกต่างนั้นด้วย เพื่อที่เราจะได้จัดการกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นได้อย่างตรงจุด การอยู่ร่วมกับคนๆนึงที่เราไม่รู้จักมาก่อนเลย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ เอาล่ะ บางคนอาจจะเห็นว่าง่าย ก็คุยก็เล่นกันไป ไม่คิดอะไรให้มันมากมายค่ะ แต่เราว่าการดูแลจิตใจของคนที่เราอยู่ด้วยก็เป็นเรื่องสำคัญค่ะ มีคนบอกว่า ถ้าอยากให้คนอื่นปฏิบัติกับเราแบบใด ก็ควรปฏิบัติแบบนั้นกับคนเหล่านั้นค่ะ

----------------
เดิมตั้งใจว่าจะเล่าเรื่องของ เชยองด้วย แต่รู้สึกว่ามันยาวไปล่ะ เดี๋ยวคราวหน้าจะกลับมาเรื่องของ เชยอง ค่ะ แต่ขอบอกว่าอันนี้ไม่จบแบบHappy Endingนะคะ เรื่องราวจะเป็นยังไง ติดตามนะคะ
เออ แล้ว เพื่อนล่ะเคยมีรูมเมท หรือมีรูมเมทแบบไหนกันบ้าง ลองเล่าให้ฟังบ้างเดะ หรืออยากให้เราเขียนเรื่องอะไร ก็requestมาได้ ตอนนี้นึกเรื่องที่อยากจะเขียนไว้เยอะมากๆๆๆๆแล้วอ่ะ แต่กลัวไม่มีใครมาอ่าน แหง่ๆๆๆ

วันอาทิตย์, สิงหาคม 17, 2008

ทำไมถึงมาเป็นบล๊อกนี้


เห็นเวลาเพื่อนๆ พี่ๆ เค้าเขียนบล๊อกกัน เค้าก็จะเกริ่นนำก่อนว่า ทำไมเค้าถึงเขียนบล๊อกขึ้นมา มีอะไรเป็นแรงบันดาลใจ เขียนเพื่ออะไร ประมาณนั้น เราเองก็มีความคิดอยากจะเขียนบล๊อกอย่างจริงๆจังๆแบบนี้มานานแล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เริ่มซักที เพราะไม่ค่อยมีเวลาว่างมากๆแบบในช่วงปิดเทอมนี้ ตอนนี้เหลือเวลาอีก 15 วันก่อนที่จะเปิดเทอม ก็เลยอยากจะใช้เวลาในช่วงนี้ดึงความทรงจำดีดีออกมาเป็นกำลังใจในอนาคตข้างหน้าด้วย อันนี้ข้อแรกนะ

ข้อสอง การเขียนประสบการณ์ชีวิตมันก็เหมือนกับการเรียนประวัติศาสตร์ส่วนเล็กๆที่เกี่ยวกับตัวเรา เราคิดว่าประวัติศาสตร์ก็เป็นสิ่งที่น่ารู้อย่างหนึ่งนะ เพราะการได้เรียนรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต มันก็เหมือนเป็นการรับเรื่องราวในอดีตนั้นมาเป็นบทเรียนสอนให้เราเข้าใจ เพื่อนำมันไปแก้ไขปรับปรุงปัจจุบันให้ีดีขึ้น แล้วก็ไม่ทำผิดพลาดแบบเดิมอีกในอนาคต ประสบการณ์ชีวิตมันก็คล้ายกันตรงที่มันเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว แต่มันอยู่ติดกับตัวเราตลอดเวลา การเราจะสามารถนำเรื่องราวเหล่านั้นมาเป็นบทเรียนให้กับชีวิตได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าเราจะให้ความสนใจกับเรื่องนั้นๆมากน้อยเพียงใด >>>เราก็เลยอยากจะดึงความทรงจำเก่าๆเหล่านั้นกลับมาเป็นบทเรียนเตือนตัวเองทุกวันในการมีสติ และรู้เท่าทันสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ บางเรื่องอาจจะเคยลืมไปแล้วบ้าง บางเรื่องก็จะถูกขุดคุ้ยมาจากไดอารี่บ้าง บางเรื่องก็อาจจะเพิ่งเกิดขึ้น สดๆร้อนๆบ้าง คละเคล้ากันไป
โดยเราจะมี 3 url แต่ใช้usernameเดียวกันเนี่ยะแหล่ะ

อันแรกก็เกี่ยวกับการเดินทางผ่านกาลเวลาของเราจากอดีตจนถึงปัจจุบัน จะเล่าประสบการณ์ชีวิต การเรียน สังคม เพื่อน มิตรภาพ อาหาร บันเทิง ยามว่าง กีฬา การไปเที่ยว และความสนใจในขณะนั้น. สาเหตุที่ต้องมีบล๊อกนี้ก็เพราะว่าเวลากลับไปเจอเพื่อนเก่าๆทีไร.. <จนถึงวันนี้อยู่มา 7 โรงเรียนแล้ว เพื่อนส่วนมากก็กลายเป็นเพื่อนเก่าหมด> ..เพื่อนก็จะถามถึงเรื่องราวต่างๆเหล่านี้ บางทีก็เล่าได้ไม่หมด บางทีลืมเล่าไปบางเรื่อง และกว่าจะเจอเพื่อนอีกทีก็ตั้งนาน จนเพื่อนไม่รู้แล้วว่าเราเองหายไปไหน ไปทำอะไรมาบ้าง เป็นยังไง สบายดีมั้ย อยู่ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ กับใคร เป็นไง กินอะไร สนุกมั้ย ต่อไปเราก็จะมาเล่าให้ฟังในนี้นะ <มันเยอะไปช่ายมั้ย เราคงไม่เล่าเยอะขนาดนั้น ฮ่าๆ>

อันที่สอง กับ อันที่สาม ยังไม่เฉลยล่ะกันว่ามันคืออะไร ให้ลองๆไปเดากันดู
วันนี้มันเป็นรูปเป็นร่างแล้วนิดนึง แต่ยังไม่ถึง 10% อ่ะ เราจะพยายามไม่ทิ้งทั้ง 3 บล๊อกนี้นะ

ขอเชิญเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ กลับมาอ่านอีกน้า ถ้ามาเม้นต์ด้วยจะดีใจมากเลย วันนี้ไปก่อน พรุ่งนี้มาเขียนต่อ^^

วันเสาร์, สิงหาคม 16, 2008

มิตรภาพที่ Miss Porter's ฉบับย่อ (อีกแล้ว)

Jan 2007
ภาคต่อจากบันทึกความทรงจำกับTS49 ฉบับย่อ
เวลาที่ต้องเดินทางกลับไปโรงเรียนมาถึงแล้ว ซึ่งเราเองยังไม่รู้เลยว่าเวลาอีกเทอมทีเหลือจะไปอยู่ตรงนั้นเพื่ออะไรและอยู่ไปทำไม ???????????????????????????????

Porter's เป็นโรงเรียนหญิงล้วนแห่งแรกๆที่ก่อตั้งขึ้นในเมกาและเพื่อนๆในโรงเรียนชอบบอกว่าเป็นโรงเรียนหญิงล้วนที่ดีที่สุดในเมกาซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจริงรึป่าว เพราะขณะนั้นมีความคิด "ขบถ" กับสิ่งต่างๆรอบตัวอยู่แล้ว เจออะไรเป็นต้องบ่นไปหมด


จนกระทั่งไปเจอกับเพื่อนคนนึงซึ่งเปรี้ยวมากๆ เธอชื่อEmily ชีเป็นคนถึงไหนถึงกัน เล่นหัวอาจารย์ได้ ไปห้องสายประจำ <ซึ่งสายของเมกันถือว่าเสื่อมมาก> พออาจารย์บ่น ชีก็เถียงๆๆๆๆแบบไม่ยั้ง แต่อาจารย์ก็รักชีมาก <เราคิดนะ> ชีชอบทำเสียงดังกลางโรงอาหาร แบบว่าคนทั้งฮอลล์หันมามองชีเลย ชีชอบเล่นfacebookเป็นชีวิตจิตใจ แบบวันนึงเช็คประมาณสามสิบครั้งได้ เวลาว่างทีไรเธอต้องเข้ามีอยู่วันนึงไปโพสบนวอลล์ชี ชีตอบกลับมาทันทีเลย และเราก็ตอบกลับไปทันทีเหมือนกันโต้ตอบกันไปมาเหมือนกะเล่นmsnเลยอ่ะ ชีก็ชอบล้อเราเรื่องที่นามสกุลเราตอนเขียนเป็นภาษาอังกฤษมีคำว่าอย่างว่า (Auyporn)
ไอเราก็ปล่อยให้ชีล้อไป สนุกดี ^&^

ตอนเทอมหลังเนี่ย เราได้มาบ่นให้ชีฟังเรื่องที่เราไม่ชอบโรงเรียน แล้วก็ไม่อยากเรียนที่นี่ อีกแล้ว แกล้งบอกว่าโรงเรียนนี้ไม่มีผู้ชาย เลยไม่ชอบ เบื่อๆ อยากเจอผู้ชายบ้าง ฮ่าๆๆ ปรากฎว่าชีก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง! ชีบอกว่าสมัยก่อนชีก็โดนแม่ชีบังคับให้มาโรงเรียนนี้เหมือนกันตอนแรกๆชีก็ไม่ชอบ อยู่ไปอยู่มามันก็ปรับตัวได้ไปเองหลังๆตอนชีติดมหาลัยแล้ว ก็ยิ่งคุยมันเข้าไปใหญ่ เห็นอกเห็นใจกัน และอยากไปจากโรงเรียนเร็วๆ <แต่ในใจตอนนั้นเริ่มรู้แล้วว่า เราชักไม่อยากไปแล้วสิ> ?_?

เราว่าเพื่อน TS49 อีกหลายคนตอนที่ไปอยู่ PREP school ก็คงจะคิดเบื่อๆ เหมือนกันเนอะ เพราะว่ามันยากที่จะใช้ชีวิตแบบที่เราไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน เหมือนที่เค้าว่ากันว่า "หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน" ซึ่งไม่รู้ว่ามันเกี่ยวรึป่าวอ่ะนะเอาเป็นว่าเกี่ยวบ้างล่ะกัน -->> >>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
และเรามีเพื่อนที่รักมากอีก 2 คน ซึ่งเป็นรุ่นน้องเราปีนึง ซึ่งมาสนิทตอนหลังนี่เอง คนนึงเป็นกัปตันทีมsoccerตอนเราเล่นอยู่ด้วย ชื่อ Stephanie Noble

อีกคนเป็นเด็กอินเตอร์เหมือนกัน ชื่อ Xinxin Liang สองคนนี้เป็นคนในโรงเรียนที่เราอยู่ด้วยแล้วมีความสุขที่สุด Steph เป็นคนคุยสนุก และน่ารัก นิสัยดี เรียนเก่งมากด้วยนะ และที่สำคัญไม่ชอบอาจารย์เคมีที่โรงเรียนเหมือนกัน เพราะว่าเค้าสอนไม่ได้เรื่อง ## บางวันก็ให้เด็กออกไปสอนกันเอง ไม่ใช่แบบChild centerนะ แบบว่าเค้าไม่รู้จริงต่างหาก อันนี้เรื่องจริง!! ไม่เชื่อไปถามน้องภัคได้ รู้สึกว่าSteph ตอนนี้เธอจะไปต่อCaltechแล้วนะ &&&&&:)&&&&

ส่วนXinxinเป็นสาวน้อยจีนที่น่ารักมากคนนึง เค้าแอบฮาเล็กน้อยแหล่ะ ชอบหาเรื่องพาเราออกไปกินข้างนอกอยู่บ่อยๆ และไม่เคยกลัวใครในโรงเรียน เธอชอบมาปรับทุกข์กับเราเรื่องราวต่างๆอยู่เสมอ เคยมีเหตุการณ์ที่เธอไม่เข้าใจกับHost Familyและลูกสาว ทั้งโดนทิ้งให้อยู่โรงเรียน ลูกสาวทำเย็นชาใส่ สารพัด ทำให้เก็บเรื่องต่างๆมาคิด มานอนค้างห้องเราอยู่บ่อยๆ เราก็ไปนอนพื้นเอา และบอกว่า "ชั้นชอบนอนพื้นอ่ะ มันสบายดี" เหอะๆ -- ก่อนไปงานอะไร Xinxinจะชอบโทรมานัดให้ไปด้วยกันอยู่เสมอ บางทีมาหวีผม ทำผมให้ถึงห้องนอนเลย หลังๆ ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด กินอาหาร ดูหนัง ออกกำลังกาย กินขนม เล่นไพ่ จับเข่าคุยคุยเรื่องชีวิตกัน แทบตัวติดกันเลย และพบว่าเราคิดอะไรหลายๆอย่างคล้ายกันอย่างน่าประหลาดใจเหมือนกัน>>******<<

และตอน Steph มีความรัก เรากะซิงๆก็ให้เล่าประสบการณ์ตอน first kissให้ฟัง จำได้ว่าเรากะXinxinนั่งฟังกันอย่างตื่นเต้นมาก Stephเธอก็เล่าแบบไม่มีเขินเลยนะ ได้ใจจริงๆ

สองคนเป็นเพื่อนที่เรารักมาก และภายหลังเสียน้ำตาให้ตอนวันCommencement และตอนนี้อยากเจอมาก !! จะไปเยี่ยมที่CA และ U of Connecticut นะ รักนะ จุ๊บๆ luv u :)
---------------------------
เดี๋ยวจะกลับมาต่อเรื่องTS49 spring break, summer 2007 และ Summer
2008 นะจ๊ะ
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>




บันทึกความทรงจำกับTS49 ฉบับย่อ

“TS49” เป็นเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เรารู้สึกสนิทและผูกพันมากที่สุด ;D หลังจากจบมัธยมปลายไปและได้เลือกทางเดินชีวิตของตัวเองที่จะไปศึกษาต่อ เราเริ่มรู้จัก”TS49” แทบจะพร้อมๆกันทุกคน ใน 3 เดือนที่ไปเตรียมตัวเข้าสู่โรงเรียนPREPที่เมกา ถึงแม้เราจะคุ้นหน้าคุ้นตากับบางคนอยู่แล้วเพราะเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันหรือเคยไปเข้าค่ายสอวน.เลข เที่ยวขอนแก่นด้วยกัน แต่เราก็ไม่รู้จักตัวตนของเค้าอย่างแท้จริง @,@
TS49 = {Aek, Auu, Bas, Benz(Hoi), Best, Bird, Bobby, Champ, Chet, Em, Eve, First, Fon, Golf, Job, Joe, Kanoon, Klang, Kun, Lim, May, Nat, Nop, Nui, Oat, Ob, Paclink, Pae, Paggard, Pai, Pea, Peace, Petch, Pete, Ping, Ploy, Pong, P'Pong, Por, Praew, Saint, Seng, Som, Som o, Team, Tee(T), Tee(Ukrit), Tee(Um), Thames, Thom, Tum not Toom, Warm, Whan, Ying, Yod, Zhon}



การได้มาใช้ชีวิตในการปรับตัวต่างแดนด้วยกัน มันมีหลากหลายอารมณ์จริงๆ ทั้งสนุก เศร้า เหงา เสียใจ ดีใจ รัก ทุกข์ เหนื่อย หิว คิดถึง ประทับใจ อำลาอาลัย และอื่นๆอีกมากมาย จนอธิบายออกมาเป็นคำไม่ถูกจริงๆ แล้วเวลาเราได้เผชิญกับอารมณ์ต่างๆเหล่านี้ด้วยกัน มันทำให้เราผูกผันกันโดยไม่รู้ตัว เวลาที่เพื่อนคนหนึ่งเกิดอาการอะไรขึ้นมา เราก็มักรับความรู้สึกนั้นมาด้วยอย่างเป็นห่วงเป็นใย และช่วยกันแบกรับสิ่งๆนั้นโดยไม่หวังผลตอบแทน (,")(",)



แรกๆนั้นเรายอมรับว่าเราไม่เปิดใจให้กับทุกคนเท่าๆกัน อาจจะด้วยความเป็นเด็กของเราเองที่ไม่กล้าเข้าไปคุยกับทุกๆคน แต่ละคนล้วนมีกำแพงกั้นไว้ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ต่างกันไป และแต่ละคนก็มีกลุ่มเพื่อนที่สนิทมาแล้วทั้งนั้น เราก็เป็นคนนึงที่เป็นเช่นนั้น จนเวลาผ่านไป เกือบๆ 3เดือน เราเริ่มที่จะสนิทกับเพื่อนจากต่างโรงเรียนคนอื่นๆมากขึ้น เพราะเราเชื่อว่าทุกคนในที่นี้มาด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์จริงๆและทุกคนเป็นเพื่อนที่ดีมากจริงๆ เราเริ่มเข้าใจว่าแม้ต่างคนจะต่างสไตล์และต่างมุมมองกัน แต่เมื่อเป็นเพื่อนกันแล้วนั้น เพื่อนก็พร้อมที่จะยอมรับและเข้าใจ จะเห็นได้ว่า แค่เราเปิดใจ มันทำให้ช่วงเวลาเพียงแค่ 3 เดือน กลายเป็นเหมือน 3 ปี ที่เราได้รู้จักกับเพื่อนกลุ่มนี้มาแล้วเลย :)
เวลาของพวกเราที่ Brewster ผ่านไปเร็วมาก ก็งี้แหล่ะนะ ช่วงเวลาที่มีความสุขมันมักจะไปเร็วเสมอ แต่เรายังจำเหตุการณ์ต่างๆได้ชัดเจน ทั้งตอนเรียน ตอนเล่น กินข้าว Spirit days TAs Mr.Rorke Christ BrownMock Wedding Flag Raising Ceremony Haloween Walmart Visiting 5 Colleges Boston Walk Rally Shopping @ Outlet Abby's house Lake Classes Discussion Group Skits Study Hall Journals และสิ่งต่างๆอีกมากมาย &&&&&&&&&

เพียงชั่วพริบตาเดียว ก็ถึงคราวที่พวกเราจะต้องจากกันไปยังโรงเรียนPREPต่างๆกันซะแล้ว T_T
เรายังนึกเสียดายอยู่เลยว่า ทำไมเราไม่ใช้เวลาทุกนาทีที่อยู่ที่นั่นให้คุ้มค่ากว่านี้ เรายังได้คุยกับเพื่อนไม่ครบทุกคนเลย เรายังไม่รู้เลยว่าเพื่อนแต่ละคนชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เรายังไม่ได้ให้ “ใจ” ของเราไปกับเพื่อนทุกๆคนเลย เพื่อนยังไม่รู้เลยว่า “เราอยากจะ รักเพื่อน”กลุ่มนี้มากมายแค่ไหน ความรู้สึกในตอนนั้น มันอัดอั้นตันใจซะจริง เหมือนมีสิ่งมหัศจรรย์อะไรบางอย่างปรากฏขึ้นตรงหน้าเรา แล้วซักพักมันก็จากเราไป แต่ถึงยังไงเราก็หวังว่าเราจะติดต่อกันกับเพื่อนกลุ่มนี้อยู่เสมอ และหวังว่าจะได้กลับมารวมตัวกันใหม่ในStony Pointในช่วงปลายปีอีกครั้งหนึ่ง *_*


-------------------------------------------------------
@MPS (fall term)
วันแล้ววันเล่าผ่านไปในการเรียนที่PREP schoolของเรา บางวันก็สนุกสุดๆกับการเรียนหรือการสอบที่แสนจะตื่นเต้น บางวันก็เบื่อสุดๆกับการต้องเขียนessayหรือทำResearchภาษาอังกฤษส่งอาจารย์ บางวันก็เฮฮาเต็มที่สุดๆกับเพื่อนๆ และบางวันก็เซ็งสุดๆที่ไม่มีเพื่อนคนไหนมาเล่นกับเราเลย ที่สำคัญเรารำคาญตัวเองมากสุดๆ กับการไม่เข้าขากับรูมเมทที่Porter's จึงรำพึงรำพันกับตัวเองในบางครั้งว่า...ทำไมฟ้าจึงชอบเล่นตลกกับเราจัง ทำไมชอบมีอะไร"แบบสุดๆ"มาให้เราอยู่เสมอๆ บางครั้งก็โอบอุ้มเราอย่างดี บางครั้งก็ทอดทิ้งแล้วแบบไม่เหลียวแล บางครั้งเราก็เหมือนได้รับความอบอุ่นจากรอบข้าง บางครั้งเราก็ได้รับความรู้สึกโหดร้ายทารุณบนโลกใบนี้ . แต่นึกไปนึกมา ก็ต้องขอบคุณ"ฟ้า"นั่นแหล่ะ ที่ให้เราได้ใช้ชีวิตแบบสุดๆอย่างนี้การได้เห็นอะไรหลากหลาย มันทำให้เราเข้าใจความเป็นไปของชีวิตและสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ <ไตรลักษณ์จริงๆ> กล่อมเกลาและหล่อหล่อมให้เราเป็นเราในวันนี้ และก็ทำให้เราเป็นคนเข้มแข็งมากขึ้น ต้องขอบคุณน้ำตาและเสียงหัวเราะในบริบทต่างๆเหล่านั้นจริงๆ


---------------------------------------------------------------
@Stony Point
และช่วงเวลาความสุขและความหนักก็มาถึงอีกครั้งนึง ที่ว่าสุขก็คือสุขใจที่จะได้เจอเพื่อน TS49 อีกครั้งนึง และที่ว่าหนักก็คือหนักใจที่จะต้องนั่งปั่นApplications ส่งมหาวิทยาลัยต่างๆให้คุณภาพและให้ทันด้วย ซึ่งเราถือว่ามันเป็นงานหนักสำหรับเราอย่างมาก!! ด้วยความที่ไม่ได้เตรียมตัวเพื่อมาสอบทุนโดยเฉพาะ และไม่ได้อยากมาเรียนต่างประเทศอยู่แล้ว เรื่องฟิตเพื่อสอบTOEFLและSAT I, II ลืมไปได้เลย ยิ่งต้องทำ Brag Sheet เพื่อรวบรวมด้านต่างๆของเราส่งให้มหาวิทยาลัยเค้าพิจารณา ยิ่งทำได้ไม่ดีจริงๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ในตอนนั้น ก็คือเขียนๆๆๆให้มหาวิทยาลัยได้รับรู้ถึงความเป็นตัวเรามากที่สุด แล้วเค้าจะรับหรือไม่รับก็เรื่องของเค้า และถ้าได้Waitlistก็สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่เอาแน่ๆ ==


แต่ว่าตอนนี้ได้มาเรียนBrown ก็คิดว่าตัวเราตัดสินใจเลือกไม่ผิดจริงๆ แนวคิดในเรื่องการศึกษามันช่างตรงกับที่เราคิด, Freedom of Education และดีใจที่ได้มารู้จักเพื่อนๆ พี่ๆที่น่ารักที่นี่ กลับมาเรื่องเพื่อนๆ TS49ก่อน เดี๋ยวจะออกนอกเรื่องไปไกลกว่านี้

ที่Stony Point เพื่อนๆต่างก็มุ่งมั่นกับการทำApplicationsมาก ทำให้ เวลากินนอนมันสลับกันไปหมด
บางคนตื่นเช้า นอนดึก
บางคนตื่นบ่าย นอนใกล้รุ่ง
บางคนตื่นเย็น นอนตอนบางคนตื่นแล้ว


เราก็เป็นคนนึงที่จัดอยู่ในพวกหลังสุด ฉะนั้นเวลากินข้าวเช้าของเรา ก็ไปตรงกับเวลากินข้าวเย็นของเพื่อนๆบางคน จำได้ว่าเวลาได้เจอหน้าเพื่อนพร้อมๆ กันทุกคน ก็ช่วงปู่โร๊คเรียกประชุมหลังทานข้าวเย็นเนี่ยแหล่ะ
ด้วยความที่กินข้าวได้ทันมื้อเดียวในตอนนั้น ตอนดึกๆก็ต้องคืบคลานมาหาไรกินในครัวอยู่บ่อยๆโดยมีต้อมซึ่งเป็นรูมเมทในตอนนั้น ช่วยหาอะไรให้กินด้วย อาหารที่มีในครัวตอนนั้น ที่จำได้ก็จะมีพวกนม โยเกริต์ ครัวซองต์ ขนมปัง มาม่า โอวัลติน กาแฟ ขนมกุ๊บกรอบ ผลไม้บางชนิด และบางครั้งก็มีอาหารไทยที่เหลือจากอาหารเย็นมา ถือว่าลาภปากมาก
สิ่งที่ต้องการจะสื่อ ไม่ใช่ของกินแต่เป็นช่วงเวลาการกินที่มีความสุขนะสิ เค้าบอกว่ากินคนเดียวยังไงก็ไม่อร่ิอยเท่าแย่งกันกิน ยิ่งของมีปริมาณจำกัดและต้องแย่งกันกินกับเพื่อนเนี่ย มันสนุกมากจริงๆเป็นการแบ่งปันแห่งความสุขที่น่าประทับใจจริงๆ

ประมาณ 1 อาทิตย์ผ่านไป ก็มีเพื่อนบางคนเริ่มทำappเสร็จ แล้วมันก็จะมานั่งชิล ดูหนัง เล่นเกมต่อหน้าเรา ให้เราอิจฉาเล่นๆ บางครั้งเค้าก็จะจัดทริปให้สำหรับพวกที่ทำงานเสร็จแล้วไปเที่ยวมอลล์ เล่นไอซ์ ช๊อปปิ๊ง หรือโยนโบว์ ก็ว่ากันไป ด้วยกิเลสตัณหาของเราที่มีอยู่มาก มันทำให้ช่วงหลังๆรีบปั่นappอย่างมาก !!!!!!
คือไม่ค่อยคำนึงถึงอนาคตเท่าไหร่ แค่ทำๆๆๆๆให้มันเสร็จๆไป <แย่เนอะ>..................
คำถามบางอันที่ว่ามันคล้ายๆกัน ก็จับชน และตอบเป็นอันเดียวไปซะ ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะไม่ดีก็ได้นะ จริงๆเราอยากย้อนกลับไปทำappใหม่ แต่ก็กลัวทำอะไรไปมากกว่านี้ เดี๋ยวไม่ติดBrownทำไง ไม่เอาดีกว่า

พอใกล้ถึงวันคริสมาสต์ เค้าก็ให้ไปเดินเล่นที่มอลล์ ซื้อของขวัญมาเล่นYankeeกับเพื่อน ก็คล้ายๆกับการจับฉลากของขวัญนั่นแหล่ะ แต่ตอนเล่นเค้าให้จับฉลากหมายเลขแทน ใครได้หมายเลข 1 ได้เลือกก่อนคนหมายเลข 2 เลือกกล่องของขวัญเสร็จแล้ว ต้องแกะเลย และต้องให้เพื่อนดูด้วย คนหมายเลข 2 สามารถจะเลือกไปหยิบของขวัญกล่องใหม่ หรือแย่งคนหมายเลข 1 ก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้คนหมายเลข 1 ยินยอม ถ้าโดนแย่งไปก็สามารถไปหยิบของขวัญกล่องใหม่ได้ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนจบเกม ก็จะได้ของขวัญครบทุกคน
ความฮามันก็เกิดขึ้นตอนแย่งตุ๊กตาต่อกันเป็นทอดๆเนี่ยแหล่ะ ตัวอย่าง นายชอ ไปแย่งของๆนางสาวจอ และนางสาวจอไปแย่งของๆนางสาวปอต่อ แล้วก็มีนายขอมาแย่งของๆนายชออีก .: คนหมายเลขแรกก็จะได้ถือของหลายชิ้นที่ดูดีมากๆ แต่สุดท้ายของก็ต้องตกเป็นของคนท้ายๆไป บางทีได้ของชิ้นที่ไม่ต้องการมาแล้ว ก็ต้องรีครูทสรรพคุณกันสุดๆให้คนหลังๆเกิดความอยากได้และมาแย่งไป 555 แต่ก็อย่างว่าแหล่ะ

ของรักของหวงของคนๆนึีงก็มักจะเป็นที่ชื่นชอบของใครอีกหลายๆคนเช่นกัน ^^ และของที่คนๆนึงไม่ต้องการ คนส่วนมากก็จะมองว่าไร้ค่าไปซะ น้อยคนนักที่จะเห็นคุณค่าของมันจริงๆ T_T
ตอนนั้นเราไปแย่งของมาชิ้นนึง มันเป็นกระเป๋าผ้าห่มน่ารักมาก แต่ไม่มีใครอยากได้เลย แถมเบียร์อีก 2 กระป๋อง ไม่รู้ว่าของใครจริงๆ ใครที่เป็นเจ้าของช่วยบอกทีนะ ยังไม่ได้ขอบคุณเลยอ่ะ :)
และก็เป็นเช่นเคย เวลาที่ Stony Point มันช่างผ่านไปรวดเร็วอีกแล้ว ความหวังของเราก็คือการรอคอยอีกเช่นเดิม รอคอยที่จะได้กลับมาพบกับเพื่อนๆอีกครั้งหนึ่งตอน Spring Break ที่จะถึงในเดือนมีนาคม ชีวิตในช่วงนั้น เหมือนมีอะไรบางอย่างที่เรามองไม่เห็นมากำหนดเรา ให้เราไปทางโน้นทางนี้ มันช่างเป็นช่วงเวลาที่โหดร้ายยเสียจริงสำหรับเด็กอายุ 17-18 คนนึง ที่ต้องจากบ้านมาไกลขนาดนี้ และไม่ได้เห็นหน้าคนที่ตัวเองรักถึง 1 ปีเต็ม T_T ตอนนั้นก็รู้ตัวว่าแอบนอนร้องไห้คิดถึงบ้านแบบไม่มีน้ำตา หลายครั้งอยู่ ที่ไม่มีน้ำตา เพราะสามารถข่มมันไว้ได้นะสิ แต่คือที่ข่มไม่ได้ก็คือความรู้สึกลึกๆข้างใน



“ทำไมชีวิตเราต้องเหมือนต้องรอคอยอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลาเนี่ย เมื่อไหร่ชีวิตเราจะดำเนินไปแบบที่เรากำหนดเองได้นะเออ เฮ้อ”

---------------------------
เดี๋ยวจะกลับมาต่อเรื่องTS49 spring break, summer 2007 และ Summer2008 นะจ๊ะ

-----------
ลืมบอกว่า เราไม่ได้กินเบียร์นะ ไปให้คนอื่นกินแทน เสียดายของ ฮ่าๆ

วันศุกร์, สิงหาคม 15, 2008

ห้องเจ็ด มันเป็นตำนาน

เดิมห้องเจ็ดเคยเป็นตำนานแห่งวีรกรรม ความแปลกแหวกแนวทั้งหลาย
เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งได้เล่าว่าเคยมีรุ่นพี่ของพวกเรารุ่นหนึ่ง โดดไปเที่ยวในเมืองจนค่ำมืดดึกดื่นและหา รถกลับไม่ได้ ต้องนอนค้างที่ป้ายรถเมล์กันทั้งห้อง พาเอาอาจารย์ตามวุ่นกันทั้งเมือง ตอนกลับมา ท่านผอก็ทำโทษด้วยการขนหินขนกรวดไปสร้างสนามเปตอง 1 สนาม แต่ทั้งห้องก็ยังสนุกสนานรื่นเริงในการทำสนามอยู่เช่นเดิม นับเป็นรุ่นพี่ที่กล้าและบ้าบิ่นมาก

พอมารุ่นเราความกล้านี้ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย ทั้งผู้หญิงผู้ชายไม่ได้ยอมแพ้กันเรื่องความไม่เรียบร้อยเลย ลงหอสายกันไม่เว้นแต่ละวัน พาลทำให้กินข้าวไม่ทัน เข้าแถวช้า โดนให้ยืนหลังแถวและโดนตัดคะแนนความประพฤติเป็นประจำ หนำซ้ำตอนHome Room อาจารย์ที่ปรึกษายังพาไปโฮมซะไกล และปล่อยช้า ก็ไม่เห็นหนิว่าห้องอื่นเค้าเลิกโฮมกันไปถึงไหนๆแล้ว เป็นเหตุผลหนึ่งทำให้ไปเรียนคาบแรกสายด้วย แต่ว่าพวกเราเคาำรพนับถืออาจารย์กันมาก พอลับหลังก็เรียกรังซี่ๆ พอต่อหน้าก็เรียกอาจารย์ค่ะ อาจารย์ครับกันไป อาจารย์รังซี่แกเป็นคนที่sensitiveมาก จำไม่ได้แล้วว่ากี่ครั้งที่ห้องเจ็ดเราได้ทำให้แกร้องไห้ รวมทั้งเรื่องดีเรื่องไม่ดีอ่ะนะ
เวลาแกพูดโฮมรูมที เราก็มักจะได้คติดีดีจากแกมาใช้เสมอๆ ส่วนนี้ก็ต้องขอบคุณอาจารย์รังซี่มากที่อบรมสั่งสอนพวกเราให้เป็นเด็กดีมาถึงทุกวันนี้ แต่แกค่อนข้างจะเป็นคนพูดนาน โฮมรูมได้เกินวันละ 25 นาทีเสมอๆทั้งที่เค้าให้วันละ 20 นาทีเท่านั้น ทำให้พวกเราไปเข้าคาบแรกสายเกิน 15 นาทีเป็นประจำไอส่วนที่เหลืิอก็เป็นเพราะไอความเอ้อระเหยของพวกเราเองนั่นแหล่ะ ที่ไปหยิบกระเป๋าช้าบ้าง หนีกลับไปกินข้าวในโรงอาหารต่อบ้าง ลืมของบ้าง ติดหอบ้าง บ้างก็รอปลอดคนแล้วแอบขึ้นลิฟท์ ให้คนทำทีว่าเจ็บขาแล้วขึ้นไปเป็นเพื่อนบ้าง หรือป่วยจริงไปห้องพยาบาลบ้าง สารพัดสารเพ

คาบแรกก็ต้องเสียเวลาให้อาจารย์บ่นไปอีกครึ่งคาบ พอดีเกือบหมดคาบเลยพอจารไม่ได้สอน ตอนสอบก็ขี้แตกกันเลยทีเดียว อ่านเองตอนไฟลนก้น อดหลับอดนอน ทำงานที่ค้างบ้าง อ่านหนังสือบ้าง แต่เล่นซะเยอะยิ่งตอนมอหก เรา ไนซ์ ปัท ออม ได้มาอยู่รวมกับ จิ๊บ แจน เกด อิ่ม แทบไม่ได้นอน รู้สึกว่าเวลาแต่ละวันแต่ละคืนมันผ่านไปเร็วมาก มีเวลาว่างทีไร เป็นต้องชวนกันเล่น ไอเกดมักจะเป็นคนนำอยู่เสมอๆมีครั้งหนึ่งมันเคยจับไอแวนมาแก้ผ้า จักกะจี้ กลิ้งอยู่กลางห้อง ทำเอาไอแวนไม่กล้ามาห้องนอนเราอีกนานเลย 55+

อาจารย์หอพัก มักจะถูกแรงอะไรบางอย่างดึงทำให้เป็นคู่ปรับกับพวกเราเสมอๆเข้าใจว่าอาจารย์เค้าต้องยึดถือกฎระเบีียบเป็นเรื่องสำคัญแต่มันก็ห้ามไม่ได้ใช่มั้ย ที่ไม่ให้เด็ก14 - 17 เล่นกันเสียงดังตอนมาอยู่รวมกัน
ทั้งห้องนอนก็เลยต้องบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์กันอยู่เรื่อยๆ ทั้งล้างบ่อ ล้างห้องน้ำ ทำความสะอาดที่ต่างๆ แต่ห้องเจ็ดเราก็ไม่ได้มีแต่เรื่องแบบนี้ไปซะหมดนะ ความดีก็ยังมีอยู่บ้าง แต่
น้อยจนแทบมองไม่เห็นเลย ส่วนคนดีๆในห้อง ก็ถูกกลืนกินให้เป็นตามnormห้องไปซะ

อย่างอันนี้ เป็นพานห้องเราตอน ม. 6 ได้ที่หนึ่งด้วยนะเนี่ย ไม่รู้ว่าได้ๆไง

แต่เราก็ต้องขอบคุณเพื่อนๆในห้องทุกคนที่ช่วยหล่อหล่อมให้เราเป็นเราจนถึงทุกวันนี้
ขอบใจไนซ์ ปัท ออม อิ่ม เกด ที่มอบมิตรภาพดีดีให้กัน และเปิดใจคุยกันในทุกๆเรื่อง
ขอบใจเมี้ยน แพรว ที่ช่วยเป็นสีสันส่วนเติมเต็มให้กับห้อง ถ้าไม่มีแกสองคน ก็คงไม่มีตัวเชื่อมระหว่างปีกเรา
ขอบใจน้ำหวาน แวน ที่เป็นผู้นำในเรื่องดีดีให้กับห้อง ทั้งเรื่องความรับผิดชอบ เรื่องเรียน และเรื่องตรงต่อเวลา
ขอบใจ ยุ้ย กับ กุ้ง ที่ให้คำปรึกษาเมื่อเราไม่สบายใจในบางเรื่อง
ขอบใจกีต้าร์ ที่ช่วยให้อุ่นใจว่าไม่ใช่ทุกคนที่เนิร์ดไปซะหมด
ขอบใจบอย ที่คอยแกล้งไอออม และคอยดูแลเพื่อนเราอยู่ตลอด
ขอบใจบอส ที่โจ๋ เฮ้ย ที่ให้สุภาษิตจีนดีดี กบหนึ่่่่งตัวว่ายน้ำ กบสองตัวว่ายน้ำ กบสามตัวก็ว่ายน้ำแหม มันเข้าใจยากจริงๆ
ขอบใจแพค ที่ทำให้เข้าใจว่าความเนิร์ดและความบ้าที่ผสมผสานกันได้ลงตัวได้ไง
ขอบใจ กอล์ฟ ที่คอยเป็นผู้ให้เสมอมา <ทั้งให้ลอกการบ้าน และทำงานกลุ่มให้> จริงๆแล้ว กอล์ฟเป็นเพื่อนที่ดีมาก นับถือเลย!
ขอบใจเคน ที่สร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับตัวเองเสมอมา แต่อยากบอกว่ามันไม่สำเร็จเลยอ่ะ
ขอบใจวิน ที่คอยพูดปรัชญาอะไรดีดีให้ฟัง
ขอบใจปาล์ม ที่ยอมให้เพื่อนทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องเดียว
ขอบใจอู๋ ที่พูดน้อย ถ้าทุกคนพูดมากหมด โลกนี้คงตีกันตาย
ขอบใจปูน ที่คอยกระตุ้นบรรยากาศการเรียนในห้อง ตอบบ่อย ถามบ่อย เก่ง!
ขอบใจต้า ที่มีจิตอาสา เหมือนกัน และเป็นเพื่อนที่ดีเสมอมา
mwit13
--------------------------------------------------
ทิวสนบอกเราว่า คนที่เล่าเรื่องตอนสมัยเป็นเด็ก เค้าเรียกว่า "คนแก่"
แต่เราว่าทุกคนก็ต้องเล่าเรื่องราวในอดีตของตนหมดแหล่ะ คงไม่มีใครเล่าเรื่องราวในอนาคตหรอกเนอะเพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะแก่จริงๆและลืมเรื่องราวสมัยยังเด็ก 'เมมเสื่อม' ก็ควรระบายออกมาิตอนนี้แหล่ะ
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
ใครมีประสบการณ์ดีๆ ฮาๆเกี่ยวกับห้องเรามาแชร์ให้ฟังบ้างนะ อย่าลืม!!!