วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

ความรู้เก่าๆ คืนครูไปหมดแล้ว จริงไม่จริง?

บางครั้งมีความรู้สึกว่าที่เราเรียนมาตั้งเยอะตั้งเยะนี่ได้อะไรบ้างมั้ยนะ เพราะบางครั้งนึกย้อนกลับไปเราเคยเรียนวิชานี้มาเทอมนึง แต่ถ้าจะให้พูดตอนนี้ว่าได้เรียนคอร์สนั้นๆมา ได้อะไรมาบ้าง อาจพูดได้ไม่ถึง 1 นาที มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมจาก 1 เทอม ฟุ้งหายหมดเหลือ 1 นาที ความรู้มันหายไปไหนหมด คืนครูไปหมดแล้วจริงหรือไม่ ก็เลยมานั่งๆคิดดูว่า อาจจะจริง เพราะบางtopic เรียนมาแล้วไม่ได้เอาไปใช้เลย ใช้แต่ตอนสอบตอนนั้น ก็คืนครูไปหมดได้เหมือนกันนะ แล้วเราจะทำยังไงดี นำความรู้เหล่านั้นกลับมา แม้ว่าจะยังไม่ได้ใช้มัน ให้มันอยู่กับเราไปนานๆ หรือเอาไปต่อยอดทำอะไรซักอย่าง ไม่อยากให้ใช้เวลาไปสูญเปล่าโดยไม่ได้อะไรเหลือเลยอะ ทำไงดี???

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

ช่วงชีวิต 6 ปี หลังจากเรียนจบ ม.6

ประถม วัยเรียนเล่น ไม่ค่อยมีความคิดของตัวเอง พ่อแม่

มัธยม วัยเรียน เริ่มคิดต่าง ลองของใหม่ เพื่อน


6 ปีหลังมัธยม วัยเรียน(still) ค้นหาปรัชญา เป้าหมายของชีวิต ตัวตน


เวลา เป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดเท่าที่คนๆนึงจะสามารถมีได้จริงๆ เพราะเวลาเป็นสิ่งที่เสียไปแล้วเสียไปเลย เราไม่สามารถเรียกเวลาที่ใช้ไปแล้ว กลับมาใหม่ได้ และในชีวิตของคนๆนึง ก็จะผ่านช่วงเวลาแต่ละหน่วย แค่ครั้งเดียว หมายความว่าโอกาสที่เราจะตัดสินใจใช้ช่วงเวลานั้นๆทำอะไรมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น


เพราะฉะนั้นการเลือกที่จะใช้เวลาไปกับการทำอะไรนั้นสำคัญมาก และทั้งหมดหล่อหล่อมและก่อสร้างให้แต่ละคนมีprofileชีวิตของตัวเองที่แตกต่างกัน และเราคิดว่าสิ่งนี้แหล่ะที่ทำให้คนแต่คนมีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจต่างๆกันออกไป และเกิดความหลากหลายของอะไรหลายๆอย่างในสังคม เช่น ความคิดของแต่ละคน อาชีพหน้าที่การงาน กิจกรรมอดิเรกต่างๆ รวมถึงศิลปะ


และที่สำคัญ คือ คนเรามักจะพูดว่าเวลาผ่านไปเร็วมากเสมอๆ มันดี หรือไม่ดี?

ที่คนเราชอบพูดแบบนั้น อาจจะเป็นเพราะว่า คนเราชอบมองย้อนกลับไปในอดีตของตัวเอง และมองว่าจากเวลานั้น จนมาถึงเวลานี้ เค้ายังไม่ได้ทำสิ่งต่างๆได้อย่างเต็มที่ เค้าอยากเก็บเกี่ยวอะไรได้มากกว่านี้ หรือ อาจจะเป็นเพราะว่า เค้าชอบช่วงเวลานั้นๆมากก็เป็นได้ เลยไม่อยากให้ผ่านไปรวดเร็ว เพราะฉะนั้น คำพูดที่ว่าเวลามักผ่านไปเร็วเสมอ น่าจะเป็นในแง่บวกมากกว่าในแง่ลบ ถ้าเราพูดว่า เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน แสดงว่า เรายินดีกับมันแล้ว เพียงแต่ว่า ยังใช้เวลาได้ไม่เต็มที่ แค่นั้นเอง



มาถึงเรื่องช่วงชีวิต 6 ปี หลังจากเรียนจบ ม.6 ของเราเองบ้าง เราก็ว่าเวลามันผ่านไปเร็วจริงๆนะ ถ้าเทียบก็เหมือนกับที่จากประถม 1 จนถึงประถม 6 หรือไม่ก็จากมัธยม 1 ถึงมัธยม 6 อะ เราว่ามันก็ผ่านไปเร็วเหมือนกัน แป๊ปๆก็ 6 ปี แป๊ปๆ ก็ 6 ปีแล้ว เวลามันเดินเร็วมากจริงๆ แต่หลังจากจบ ม.6 ในปี 2549 จนมาถึงปีนี้ ปี 2555 เป็นระยะเวลาก็ 6 ปีเหมือนกัน เราว่ามันเร็วยิ่งกว่า อาจจะเป็นเพราะช่วงอายุ 17 - 23 ด้วย ที่เราคิดว่ามันควรจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากกว่าในตอนเด็ก มันควรจะมีการดำเนินชีวิตที่มีเป้าหมายชีวิตที่แน่นอนมากขึ้น และที่สำคัญควรจะมองอะไรหลายอย่างในชีวิตให้ขาดมากขึ้น คือมองให้เห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง และมองในแง่มุมของคนที่โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นด้วย ซึ่งเราคิดว่า เราใช้เวลาในช่วงนี้ได้อย่างไม่เต็มที่เท่าไหร่เลย


ย้อนกลับไปในมุมวัยเด็กประถม1-6 ในวัยนั้น ชีวิตของเรายังแทบไม่มีความคิดอะไรเลยก็ว่าได้ ชีวิตของเรายังขึ้นอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ทั้งหมด ทั้งในชีวิตประจำวัน และชีวิตการเรียน (บางคนอาจจะโตกว่าเรานะ แต่เล่าในมุมของเราเอง ซึ่งเราคิดว่าตอนนั้นเรายังเด็กมาก ยังไม่รู้อะไรเลย) ในตอนนั้นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้วก็คือ ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ก็ต้องไปโรงเรียน เย็นกลับบ้าน เล่นนิดหน่อย กินข้าว ทำการบ้าน นอน ตื่นเช้าไปโรงเรียน ซึ่งการตื่น เราเป็นเด็กที่แย่มาก ต้องให้พ่อแม่ปลุกไปโรงเรียนทุกวัน จนอาจทำให้ มาถึงทุกวันนี้การนอนยังคงเป็นปัญหากับเรา แต่ก็กำลังพยายามปรับแก้ไปเรื่อยๆแล้ว เรียกได้ว่าในช่วงวัยประถมนั้น ยังไม่มีมุมมองเกี่ยวกับปรัชญาของชีวิตตัวเองเลยว่าได้


พอมาในวัยมัธยม เรารู้สึกว่าเราเร่ิมพัฒนามากขึ้น คือ มีความพยายามมากขึ้น และรู้จักรับผิดชอบชีวิตตัวเองและรู้จุดด้อยของตัวเองและสามารถนำมาแก้ไขได้ ตอนนั้นรู้สึกว่ามีจุดเปลี่ยนคือการย้ายโรงเรียนจากตอนประถม ซึ่งเรียนอยู่ที่ โรงเรียนประถมฐานบินกำแพงแสน ซึ่งก็เป็นโรงเรียนที่ห่างจากบ้างไม่ถึง 5 นาที การเดินทางจากบ้านไปโรงเรียนก็สะดวกมาก สามารถให้พ่อขับรถไปส่งได้ทุกวัน แต่พอมามัธยมต้นมาเรียนที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งห่างจากบ้านประมาณ 25 นาที ก็รู้สึกว่าต้องตั้งใจในการตื่นเช้ามากขึ้นกว่าเก่า ม 1-2 6 โมงเช้า ม3 ประมาณ 6 โมงครึ่ง เพราะต้องไปกับรถตู้ประจำ ซึ่งไม่ควรให้คนอื่นมารอ ซึ่งการย้ายมาโรงเรียนนี้ก็ทำให้เราตื่นตัวมากขึ้น เพราะจากที่อยู่โรงเรียนเดิมเราก็ไม่รู้ว่าเราอยู่ในระดับไหน เพราะตอนนั้นแรงผลักดันในด้านการเรียนมาจากพ่อแม่หมด เราก็ทำตามที่เค้าให้ทำไป ไปโรงเรียน ไปสอบ ทำการบ้าน แต่พอมัธยมต้น เหมือนการย้ายโรงเรียนมันจะเป็นแรงกระตุ้นให้เราพัฒนาตัวเองมากขึ้น ทั้งในด้านวิชาการ และการปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ ตอนนั้นยังจำได้อยู่เลยว่า ตอนเข้าไปใหม่ๆ กลัวเรียนตามเพื่อนไม่ทัน ก็เลยมานั่งเปิดอ่านหนังสือเรียนก่อนหลังจากได้รับมา พอทำไปทำมาเวลาสอบ ดันทำได้ซะงั้น และผลการเรียนทั้งสามปีก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจ ได้เหรียญทองตอนม.1 และม.3ด้วย ทำให้พ่อแม่ดีใจ เท่านั้นเองชีวิตมอต้น



หลังจากช่วงชีวิตมอต้นผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ก็มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งนึงของชีวิต ที่เป็นส่วนสำคัญทำให้เราเป็นเราในทุกวันนี้ คือ ย้ายโรงเรียนตอน ม4 เราได้มีโอกาสไปสอบเข้าโรงเรียนแห่งหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นยังไม่รู้กิตติศัพท์ของโรงเรียนนี้ คือ ทางกลุ่มวิชาแนะแนว มาแจ้ง ตอนนั้นก็เลยลองสมัครไป เพื่อวัดความรู้ด้วย ผลออกมา ก็คือ ติด ตอนไปเข้าโรงเรียนนี้แรกๆ ก็ยังกลัวๆเกร็งๆอยู่ เพราะเป็นโรงเรียนประจำด้วย ไม่รู้จักใครเลยในตอนแรกด้วย โรงเรียนนี้วิชาการจะแข็งมากด้วย ในตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ทำให้เรากล้าทำอะไรด้วยตนเอง จนทุกวันนี้ละมั้ง พอเริ่มเข้าโรงเรียนนี้มา จากมอ4 ถึงมอ6 มันก็ทำให้แนวคิดบางอย่างของเราเปลียนแปลงไป ได้เริ่มเห็นอะไรใหม่ๆมากขึ้น เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง มุมมองแนวคิดของโรงเรียนนี้ สร้างให้เราเป็นเรามากขึ้นจริงๆ ตั้งแต่เริ่มเข้าผอ.ของโรงเรียนนี้เค้าก็ได้ปลูกฝังแนวคิดและอุดมการณ์ของโรงเรียนมาตลอด ซึ่งเราคิดว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ และเป็นแนวคิดของคนหัวสมัยใหม่ที่ดีมากๆ ยกตััวอย่าง เช่น การจะพัฒนาประเทศเรา ก็ต้องเริ่มจากพัฒนาคนก่อน การสร้างหัวรถจักร ก็เป็นการเพิ่มบุคคลากรที่เป็นแรงในการขับเคลื่อนของชาติ นำพาประเทศเราไปสู่จุดหมายที่ต้องการ และการสร้างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ขาดไม่ได้ เพราะนักวิทยาศาสตร์นอกจากจะสามารถค้นคว้าวิจัยหาองค์ความรู้ใหม่ๆ สร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ และยังสามารถพัฒนาองค์ความรู้ของอาชีพพื้นฐานของคนในชาติให้รู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมากที่สุดและนำไปสู่กำไรให้พวกเค้า และGDPให้ประเทศในท้ายที่สุด นับว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่เดียวในการพัฒนาประเทศเราให้ทันพวกประเทศที่เค้าพัฒนาแล้ว และบุคคลๆที่เราให้ความยกย่องอย่างยิ่ง เพราะเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนที่เราพูดถึง คือ ดร.ธงชัย ชิวปรีชา ผู้ก่อตั้ง โรงเรียน มหิดลวิทยานุสรณ์ นั่นเอง นับว่าช่วงเวลาชีิวิตมอปลาย 14-17 ให้อะไรหลายๆอย่างกับเรามากๆ ทั้งในด้านการเรียน ชีวิต ประสบการณ์ และให้มุมมองความคิดใหม่ๆ และเปลี่ยนแนวคิดบางอย่างของเราไปเลย เราชอบช่วงเวลาชีวิตตอนนั้นมาก


และประเด็นในblogนี้ ช่วงชีวิต 6 ปี หลังจากเรียนจบม 6 ต้องนับว่ามันเป็นก้าวที่สำคัญที่สุดอีกช่วงหนึ่งของชีวิตจริงๆ พอมันเป็นก้าวอย่างที่สำคัญ เป็นช่วงรอยต่อระหว่างการเลือกเส้นทางของตัวเองช่วงม. 6 และ ช่วงวัยทำงาน ในตอนที่เลือกเส้นทางของตัวเองในช่วงม.6 นั้น ตอนนั้นก็เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตอีกช่วงหนึ่งเลยทีเดียว ตอนนั้น คือ ต้องเลือกระหว่างเรียนแพทย์ศิริราช กับ ไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งก็ติดเข้าไปแล้วทั้งคู่ เราจะเลือกอะไร ณ ตอนนั้น ความคิดตอนนั้น แนวคิด ณ ตอนนั้น มันชัดมากคือ เรามองเห็นภาพตัวเองที่ไปได้ไกล ด้วยอุดมการณ์ของโรงเรียนที่ปลูกฝังให้เรามีแนวคิดที่จะพัฒนาองค์กรต่างๆในชาติเรา ด้วยทางด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศเราให้เข้มแข็งมากกว่านี้ เราไม่ลังเลเลยที่จะตัดสินใจมาเรียนต่อต่างประเทศด้วยทุนกพ. ซึ่งก็ไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะช่วงชีวิต 6 ปีนี้เป็นช่วงชีวิตที่มีค่ามากที่สุดอีกช่วงหนึ่งของเราจริงๆ มันทำให้เราได้ปรัชญาใหม่ๆของการดำเนินชีวิต การได้มาเรียนที่นี่ทำให้เห็นอะไรใหม่ๆ ได้เห็นอีกด้านของตัวเอง และการได้ค้นหาความหมายของชีวิต และการได้มีจุดมุ่งหมายในชีวิตที่แน่นอนมากขึ้น เรียกว่าช่วงชีวิต 6 ปีนี้ มันเต็มอิ่มไปด้วยประสบการณ์ หลากหลายรสชาติของชีวิต ความสนุกสนาน รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ น้ำตา ความเหงา ความเข้มแข็ง ความเด็ดเดี่ยว และความภาคภูมิใจ เข้มข้นตลอดระยะเวลาเกือบ 6 ปี เต็ม ซึ่งเดี๋ยวอาจจะนำมานำเสนอเป็นฉากๆในตอนต่อๆไป ทั้ง1 ปี ที่Miss Porter's 4 ปีที่ Brown University และ อีก 1 ปีที่ GaTech



ตอนประถม ชมชื่น ตื่นเรียนเล่น
พอตกเย็น ทำการบ้าน อ่านหนังสือ
ตอนมอต้น เริ่มค้นหา และฝึกปรือ
แต่ยังซื่อ ไม่รู้รอบ กรอบความคิด

ตอนมอปลาย ย้ายโรงเรียน หมั่นเพียรหนอ
มีผอ. ให้แนวคิด ร่างชีวิต
ด้วยปรัชญา พาเรียนต่อ ขอใช้สิทธิ์
แอบๆคิด นำสิ่งดี สู่บ้านเรา


เวลา หก หก ปี เหมือนบินผ่าน
พอไม่นาน ก็ลอยหาย คล้ายขี้เถ้า
สร้างผลงาน ดีไม่ดี อยู่ที่เรา
พอแก่เฒ่า ก็จะได้ ภูมิใจตัว









วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เคยมั้ย ที่รู้สึกว่าตัวเอง คิดผิด

คุณเคยบ้างมั้ย ที่บางทีรู้สึกว่าตัวเอง คิดผิด ที่ทำแบบนั้น ที่ทำแบบนี้ เราเป็นคนนึงล่ะที่เคยคิด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะคิดแบบนั้นทำไม แต่มันห้ามไม่ให้คิดไม่ได้ เพราะว่าเวลาเจอปัญหาที่ตอนนั้นเราคิดว่ามันหนักหนาสาหัสจนไม่อยากจะแก้มัน เวลาที่เราท้อเราอยากจะถอยกลับไป มันทำให้เรารู้สึกว่าเราคิดผิดที่มาเลือกเดินทางนี้ ซึ่งจริงๆแล้วการคิดแบบนี้แหล่ะที่คิดผิด เรามาคิดดูว่า ที่เราทำไป มันไม่เคยผิดหรอก แม้มันอาจจะไม่ใช่เส้นทางที่ดีที่สุด แต่มันก็เป็นเส้นทางที่ทำให้เรามาเป็นเราจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น มันจะผิดได้อย่างไงใช่มั้ย ก็เป็นเรานี่แหล่ะ ดีที่สุด ณ ขณะนี้แล้ว เราต้องภูมิใจกับมันที่เราเลือกมาเดินทางนี้ และเดินต่อไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง แล้วมันจะดีเอง นั่นแหล่ะ คือ หนทางที่ดีที่สุด สั้นๆ ก็คือ การอยู่กับปัจจุบัน และทำวันนี้ให้ดีที่สุดนั่นเองค้ะ :D

การกลับมาเขียนblogอีกครั้ง

ช่วงนี้นึกถึงการเขียนblogขึ้นมา ก็เลยอยากจะกลับมาขีดเขียนอะไรในนี้ซักหน่อย ห่างหายกับการเขียนblogไปพักใหญ่ ที่หายไปก็ไม่ได้ไปไหน ถ้าในโลกonline ก็อาจจะมีไปupdate statusในfacebookบ้าง บ่นอะไรต่างๆในtwitterบ้าง แต่ไม่ได้มีเวลา+อารมณ์+จังหวะเหมาะเจาะมาเขียนเรื่องราวยาวๆกันในนี้ คิดๆอยู่ว่า ถ้ากลับมาเขียนblogก็ดีเหมือนกัน เหมือนได้เป็นการรวบรวมเรียบเรียงความคิดในขณะปัจจุบันที่ตัวเองมีอยู่ จะได้เรียก สติ ที่ไม่ค่อยจะมีอยู่ ฮ่าๆ กลับมาบ้าง ระลึกได้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร และเพื่ออะไร พอสำเร็จหรือไม่สำเร็จยังไง ก็จะได้มาupdateกัน โดยหลักก็ให้ตัวเองฟังนั่นแหล่ะ

ครั้งล่าสุดที่เขียนblog จำได้ว่าเขียนเรื่องเกี่ยวกับความสุขความทุกข์ ที่เวลาผ่านไปกลับมาอ่านอีกครั้ง เออ ก็คิดว่า มันก็ยังเป็นจริงอยู่นะ คือ ความสุข หรือ ความทุกข์ มันก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของเรามากกว่า เราจะมองเรื่องร้ายๆบางเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเป็นความทุกข์ก็ได้ หรือ เราจะมองว่ามันเป็นบททดสอบหนึ่งของชีวิต ที่ถ้าเราก้าวข้ามผ่านไปได้ เราก็จะมีความสุขมากๆ และที่สำคัญที่สุด ก็คือว่า เราไปยึดอยู่กับความสุขที่เข้ามาในชีวิตเราไม่ได้ เมื่อได้เห็นมันแล้ว ควรนึกไว้เสมอว่า สิ่งนี้มันไม่จีรัง เมื่อมันผ่านพ้นไป เราไม่มีความสุขแล้ว เราก็จะเงียบเหงางั้นเหรอ มันก็ไม่ใช่ เพียงแต่ว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่แน่นอน เท่านั้นเอง ไม่มีสิ่งใดมีตัวตน แม้แต่ ตัวเราเอง เพราะฉะนั้น อย่าว่าแต่ความสุขเลย แม้แต่ตัวเราเองมันก็ยังไม่มี เราก็คงจะไปยึดติดกับอะไรไม่ได้เลย

เอาล่ะ มาเข้าประเด็นของblogนี้กันเลยดีกว่า เราจะพยายามอย่างยิ่งเพื่อให้มีblogต่อๆไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อฝึกฝนทักษะในการคิด และการเขียนของตัวเราเองด้วย เพราะฉะนั้นวันนี้เรามาวางthemeดีกว่า ว่าอยากจะขีดเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง เพื่อวันต่อๆไปกลับมา นึกอยากจะเขียนขึ้นมาอีก จะได้มาขีดเขียนเรื่องแนวๆนั้น สิ่งที่เราอยากจะเขียนในblog ก็มีหลายอย่าง

ทั้งประสบการณ์ในชีวิตประจำวันที่ได้เจอมา ทั้งกับตัว หรือ จากเพื่อนๆ คนรอบข้าง (บางครั้งหลายๆเหตุการณ์ที่ไม่ถูกบันทึกไว้ ก็ลืมๆมันไปแล้ว ทั้งๆที่จริงๆก็เป็นบทเรียนให้กับชีวิตได้ดีอยู่)

อยากเขียนเกี่ยวกับทริปที่ได้ไปเที่ยวมา ในอเมริกา หลายๆที่ ที่ก็post แต่ภาพในfacebookเท่านั้น ไม่ได้บรรยายถึงว่า วันนั้นทำอะไรบ้าง กับใครบ้าง มีความรู้สึกอย่างไร กับเพื่อนๆที่ไปด้วยกันและสถานที่นั้น (หลายครั้งที่ไม่ได้เขียนออกมา ก็ทำให้ลืมบรรยากาศ ความรู้สึกเหล่านั้นไปได้เหมือนกัน ทั้งๆที่จริงๆแล้ว มันน่าจดจำมากๆเลย)


อยากเขียนเกี่ยวกับประสบการณ์การเรียน ที่นี่ ทั้งเรื่องการเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ การพบสังคมใหม่ๆ และการปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ๆ เจอคนใหม่ๆบางคนที่บางมุมของเค้าก็แปลกดี ทำให้เราได้เห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้เราได้เข้าใจอะไรหลายๆอย่าง


นอกจากนั้นก็อาจจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องดราม่าของตัวเองนั่นแหล่ะ อยากเขียนอะไรที่มันเป็นตัวเอง random ไร้สาระหน่อยๆอะ กลับมาอ่านอีกทีจะได้มีความสุขว่า อ้อ ตอนนั้นเราเป็นแบบนั้นเหรอ คิดอะไรแบบนั้น มันก็เท่านั้นเอง นี่ก็คือ themeทั้งหมดค่ะ เตรียมตัวพบกับตอนต่อไป เร็วๆนี้ :)

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

พลิกความทุกข์เป็นโอกาสให้เราได้มองเห็นความสุข :)

อยู่ๆก็ลองคิดดูว่าใน ชีวิตคนเรามีทั้งสุขและทุกข์ผสมปนเปกันไป อันนี้ทุกคนก็ทราบดี คงไม่มีใครบนโลกหรอกเนอะที่มีแต่สุขไม่ทุกข์เลย แม้แต่เศรษฐีอันดับต้นๆของโลก เจ้าชายสิทธัตถะ บุคคลที่มีฐานันดรสูงศักดิ์ทั้งหลาย เหล่านี้ต่างก็เคยเผชิญกับเรื่องราวความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้นแหล่ะ แต่สังเกตได้ว่าพอคนเรามีสุขสมหวัง เรามักไม่ค่อยคิดอะไรหรอก มันมักจะเพลินไปกับมัน หลงไปว่าแบบนี้แหล่ะคือชีวิตของเราแบบที่เราต้องการ อยากที่จะสุขแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ หารู้ไม่ว่านี่แหล่ะจะเป็นต้นเหตุของอีกความทุกข์นึงแล้ว (กิเลสตัวที่ 1 ยึดติดกับความสุข) และพอตอนทุกข์เนี่ยะ มันก็จะทรมานมากกว่าเหตุเลยทีเดียว ที่นี่เราก็เลยคิดว่าจะใช้อะไรมาดับทุกข์ตัวนี้ดี หันมองไป ก็เจอแต่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านี่แหล่ะที่เราคิดว่าดูมีเหตุมีผล และน่าเชื่อถือที่สุด ไม่น่าเชื่อนะ ว่าบางทีคนเรามีของดีอยู่แล้วก็มองข้ามไป ไม่ใส่ใจมัน เห็นเป็นเรื่องน่าเบื่อไป น่าน้อยใจแทนพระพุทธเจ้าจริงๆ ฮ่าๆ

เรามาลองใช้หลักอริยสัจ 4 ดูนะ สิ่งแรก ทุกข์ อาจจะเป็นทุกข์กาย หรือ ทุกข์ใจก็ได้ สมมติว่าเรากำลังมีทุกข์อยู่ อาจจะยังไม่มี แต่พอมีขึ้นมาก็ลองมาใช้หลักอันนี้ล่ะกัน

สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ เราก็มาหาต้นเหตุกันว่าทุกข์นั้นเกิดจากอะไร โดยเราคิดว่าความทุกข์ส่วนใหญ่ แท้ที่จริงแล้ว ก็เกิดจากความคิดของเราเองนี่แหล่ะ บางทีนั่งอยู่ดีๆคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย พอปล่อยความคิดของเราให้คิดไปตามกิเลส ก็ทุกข์แล้ว เห็นมั้ยล่ะว่าความทุกข์มันมาง่ายขนาดไหน และถ้ามันมาง่าย เราก็น่าจะมีวิธีกำจัดมันออกไปได้ง่ายเช่นกันนะ

หรือเราลองมา คิดแบบนักวิทยาศาสตร์ก็ได้นะ สาเหตุของปัญหาอยู่ตรงไหน มันก็ต้องแก้ที่ตรงนั้นอะแหล่ะ ในเมื่อความทุกข์ที่เกิดกับเราทุกวันนี้ เกิดจากเราไม่รู้จักความคิด คิดผิดบ้าง คิดถูกบ้าง เมื่อคิดผิดก็เกิดทุกข์ทันที บางครั้งก็ทุกข์เกินกว่าสาเหตุมันด้วย เช่นบางทีเจ็บไข้ได้ป่วยนิดหน่อยแต่ใจทุกข์มาก เพราะเราปล่อยความคิดเราไปตามกิเลส เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถระงับตรงนี้ได้ (นิโรธ ความดับทุกข์) ทำใจให้สงบ ปัญหาทุกอย่างก็จะเบาบางลงไปทันที

วิธีดับทุกข์ง่ายๆ แค่ทดลองอันนี้ดูนะ เวลามีความทุกข์ อะไรก็แล้วแต่ ลองกำหนดลมหายใจเข้าออกๆๆดูซัก 5 นาที หรือ 10 นาที แค่นี้เราก็ลืมความทุกข์ไปแล้ว หรืออาจจะเรียกว่าไม่ทุกข์แล้วก็ได้ เพราะจิตไม่คิดอะไร อะไรๆก็สบายๆง่ายๆ ชิลๆ เห็นมั้ยล่ะ เราสามารถเปลี่ยนทุกข์เป็นสุขได้ด้วยวิธีเบาๆ นี่แหล่ะคือสุขที่ประณีตขั้นต้นๆที่เกิดจากการเริ่มต้นง่ายๆ สรุปได้ว่า ทุกข์เนี่ยะจริงๆแล้วเกิดจากใจเรานี่เอง เพราะเราคิดผิด คิดปรุงแต่งไปเรื่อยๆ ได้เห็นอะไร ได้ยินอะไร ไม่ชอบใจอะไร หรืออยู่ดีๆคิดถึงอดีตที่ไม่ดีหรืออนาคตไกลๆจนทำให้ไม่สบายใจ เป็นทุกข์ไปเองอีก เฮ้อคนเรานี่ก็อย่างน้ีแหล่ะ นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเนอะ ทำให้เราเชื่อว่าอะไรๆมันมีคำตอบของมัน สิ่งที่เราต้องค้นหาขั้นต่อไปจากนี้คือคิดอย่างไรล่ะถึงเรียกว่าคิดถูก คิดอย่างไรเรียกว่าคิดผิด หาความสุขที่ประณีตมากขึ้น เครื่องมือการศึกษามีอยู่แล้วที่ได้ให้จากเนื้อนาบุญอันไพพวกเราชาวพุทธนี่ เอง อาจจะศึกษาจากมรรค 8ก็ได้ มันก็คือแนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์ จริงๆเบื้องต้น ชีวิตประจำวันเราคงไม่ต้องทำอะไรมากมายหรอก สบายๆ เพียงแต่คอยมีสติอยู่เสมอ คอยสังเกตความรู้สึกนึกคิดของเรา ว่าเราคิดอย่างไรอยู่ รู้ตัวอยู่เสมอ คอยตามมันให้ทัน แล้วเราก็จะเข้าใจอะไรๆมากขึ้น ขอให้ทุกคนโชคดี :)

หญิง

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วิภาวดีReturn

ห่างหายจากการเขียนblogไปนาน เกือบสองปีแล้ว วันนี้ได้ฤกธิ์ดีมาupdateข่าวคราวความรู้สึกนึกคิดและประสบการณ์ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา2ปีซะหน่อย อย่างน้อยก็เพื่อให้เราไม่ลืมว่าเรากำลังทำอะไรและได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง และแน่นอนเราจะทำอะไรต่อไป สองปีที่ผ่านมาก็มีเรื่องราวหลายสิ่งหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิต ทั้งสุข ทั้งเศร้านะ ถ้าจะให้บรรยายอารมณ์มันไม่หมดจริงๆ มีทั้ง สนุกสุดๆ breakสุด อบอุ่นสุดๆ เหงาสุดๆ มีกำลังใจ และท้อแท้สิ้นหวังเหมือนชีวิตจะพัง ....รอติดตามต่อ