26.8.51

ส่วนหนึ่งจากค่ายสมาธิที่เขาใหญ่

รูปภาพเพียงรูปเดียวสามารถบรรยายแทนคำเป็นร้อยเป็นหมื่นคำได้ เพราะฉะนั้นเราจะขอนำเสนอโดยใช้รูปภาพเป็นหลักนะ (จริงๆคือขี้เกียจบรรยาย ฮ่าๆ)
***********************************************



บ้านดาวแดง เป็นที่พักของอุบาสิกาทั้งหลายในค่ายนี้ บ้านถูกออกแบบให้เข้ากับธรรมชาติมากที่สุด ภายในตัวบ้านมีที่ๆเป็นที่นอน 3 ชั้น หน้าบ้านมีสระน้ำเล็กๆ เลี้ยงปลาหางนกยูงและมีสวนต้นไม้เล็กๆ หลังบ้านมีห้องน้ำห้องสุขาอย่างละ 3 ห้อง ขณะอาบน้ำยังมองเห็นท้องฟ้าได้ ราวผ้าในห้องน้ำทำด้วยไม้ไผ่ แต่พื้นและผนังห้องน้ำเป็นกระเบื้องทั้งหมด มีเครื่องทำน้ำอุ่นด้วย หลวงลุงที่ออกแบบท่านอยากให้ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมได้ประทับใจ และกลับมาเยือนที่นี่อีกครั้งนึง


Algae Bloom บ่อน้ำมหัศจรรย์บ่อนี้ตอนเช้าๆมันจะเป็นสีเขียวใสๆ สามารถมองเห็นปลาคร๊าปแวกว่ายอยู่ในน้ำ แต่พอสายๆหน่อย ก็จะเป็นสีแดงขุ่นๆทึบแสง ทางชีววิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Algae Bloom เนื่องจากภายในสระมันประกอบด้วยสาหร่ายชนิดที่มีสีดังภาพ พออุณหภูมิแสงแดดเหมาะสมกับการดำรงชีวิตของมัน มันก็จะขยายตัวอย่างรวดเร็ว ดังที่เห็นในภาพ (ลืมถ่ายสีน้ำตอนเช้าไว้ ไม่รู้ว่ามันจะเปลี่ยนสีขนาดนี้ แอบตกใจเล็กน้อย)

ห้องนอนที่ติดเครื่องปรับอากาศแบบธรรมชาติและที่สามารถมองเห็นหมู่ดาวได้ ไฮโซจริงๆ :)

เหนื่อยนัก ก็พักก่อน



กิจกรรมเป่าดวงแก้ว











เวลานั่งสมาธิ เค้าให้นึกกำหนดนิมิตเป็น ดวงแก้วใสๆ ณ ศูนย์กลางกาย

อาหารเช้า ภูมิใจนำเสนอโดย แป้ง


เราระลึกถึงพระคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นึกเสมือนว่าได้นำอาหารนี้ไปไว้ตรงกลางท้องแล้ว ขอให้ก่อเกิดเป็นนิมิต และนึกเสมือนว่าได้นำอาหารนี้ไปถวายแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า (ตั้งใจๆ)


เห็น กงจักร -->


ดอกดาหลา
ต้นชายผ้าสีดา มีใบอยู่สองส่วน ใบข้างบนมีหน้าที่สังเคราะห์แสงเป็นหน้าที่หลัก ใบข้างล่างมีหน้าที่ผลิตสปอร์ ถึงใบทั้งสองจะมีหน้าที่ต่างกันแต่ก็เกื้อหนุนกัน เปรียบเสมือนชีวิตของมนุษย์ที่ควรทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเพราะเราต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกัน สัจธรรมเล็กๆถูกซ่อนไว้ในธรรมชาติรอบๆตัวเรา

ลำธารเล็กๆข้างที่พัก
เห็ด ซึ่งขึ้นมากลางสนามหญ้า แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์อย่างมากของดิน น้ำ และป่าไม้บริเวณนั้น

ผู้สนับสนุน น้ำปานะ หล่อเลี้ยงพวกเราผู้ถือศีล 8 ยูนิฟฟฟ ฮ่าๆๆ





แมลงชนิดหนึ่ง ไม่รู้ว่าชื่อว่าอะไร ใครรู้ ช่วยบอกที มันน่ารักดี

ก่อนจบค่ายเราถ่ายรูปร่วมกัน มีพระพี่เลี้ยงซึ่งยืนบนโขดหินที่อยู่ด้านหลัง จึงดูเหมือนอยู่ไกลจากคนอื่นมาก หลวงพี่ท่านใจดีและเป็นกันเองมาก ท่านเข้าใจในทุกคน สามารถให้ความรู้ในด้านพระพุทธศาสนาได้อย่างกระจ่างแจ้ง ทำให้เรารู้สึกว่าสามารถเข้าถึงพระพุทธศาสนาได้ง่ายขึ้นและพระพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องสำหรับคนแก่อีกแล้ว แต่เป็นเรื่องที่พวกเราชาวพุทธทุกคนควรศึกษาอย่างสม่ำเสมอเพื่อน้อมนำคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปปฏิบัติ ซึ่งอันนึงที่พระพุทธองค์แนะนำให้ปฏิบัติก็คือ การทำสมาธิ

ทางเดินของผู้ชนะ ย่อมเป็นทางเดินที่ประกอบไปด้วยอุปสรรคต่างๆ จงข้ามมันไปให้ได้และเราจะหันกลับมามองมันได้อย่างภาคภูมิใจ


จบแล้วค่ะ สั้นๆเนอะวันนี้

16.8.51

บันทึกความทรงจำกับTS49 ฉบับย่อ

“TS49” เป็นเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เรารู้สึกสนิทและผูกพันมากที่สุดหลังจากจบมัธยมปลายไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่Brewster โรงเรียนที่กพ.ส่งนักเรียนทุนที่ได้เลือกทางเดินชีวิตของตัวเองที่จะไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาไปเตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิตการเป็นนักเรียน ที่นั่นเราเริ่มรู้จัก”TS49” เกือบจะพร้อมๆกันทุกคน ใน 3 เดือนที่ไปได้เตรียมตัวเข้าสู่Prep schoolที่นั่น ถึงแม้เราจะคุ้นหน้าคุ้นตากับบางคนอยู่แล้วเพราะมาจากโรงเรียนเดียวกัน หรือเคยไปเข้าค่ายสอวน.เลข เที่ยวขอนแก่นด้วยกัน แต่เราก็ยังไม่สนิทสนมคุ้นเคยอะไรมากมาย เรียกได้ว่าต่างคนต่างเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันก็ว่าได้ เพราะต่างคนต่างที่มาต่างประสบการณ์มา แต่ทว่าเราทั้งหมดต่างก็มาด้วยเหตุผลเดียวกัน คือ การศึกษาต่อ ทางเดินชีวิตได้พาให้เรามาพบกัน ณ ที่แห่งนี้ กลุ่มเพื่อน TS49 ก็ได้เป็นที่ยึดเหนี่ยวให้พวกเราเรื่อยมา 555
TS49 = {Aek, Auu, Bas, Benz(Hoi), Best, Bird, Bobby, Champ, Chet, Em, Eve, First, Fon, Golf, Job, Joe, Kanoon, Klang, Kun, Lim, May, Nat, Nop, Nui, Oat, Ob, Paclink, Pae, Paggard, Pai, Pea, Peace, Petch, Pete, Ping, Ploy, Pong, P'Pong, Por, Praew, Saint, Seng, Som, Som o, Team, Tee(T), Tee(Ukrit), Tee(Um), Thames, Thom, Tum not Toom, Warm, Whan, Ying, Yod, Zhon}




การได้มาใช้ชีวิตในการปรับตัวต่างแดนด้วยกัน มันมีหลากหลายอารมณ์จริงๆ ทั้งสนุก เศร้า เหงา เสียใจ ดีใจ รัก ทุกข์ เหนื่อย หิว คิดถึง ประทับใจ อำลาอาลัย และอื่นๆอีกมากมาย จนอธิบายออกมาเป็นคำไม่ถูกจริงๆ และเวลาเราได้เผชิญกับอารมณ์ต่างๆเหล่านี้ด้วยกัน มันทำให้เราผูกผันกันโดยไม่รู้ตัว เวลาที่เพื่อนคนหนึ่งเกิดอาการอะไรขึ้นมา เราก็มักรับความรู้สึกนั้นมาด้วยอย่างเป็นห่วงเป็นใย และช่วยกันแบ่งปันสิ่งๆนั้น บรรเทาความท้อ เศร้า เหงาใจมาด้วยกัน (,")(",)



แรกๆนั้นเราก็ยอมรับว่าเราอาจจะไม่เปิดใจให้กับทุกคนเท่าๆกัน อาจจะด้วยความเป็นเด็กของเราเองในตอนนั้นที่ไม่กล้าเข้าไปคุยกับทุกๆคน แต่ละคนล้วนมีกำแพงกั้นไว้ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ต่างกันไป และแต่ละคนก็มีกลุ่มเพื่อนที่สนิทมาอยู่แล้วทั้งนั้น เราก็เป็นคนนึงที่เป็นเช่นนั้น จนเวลาผ่านไป เกือบๆ 3เดือน เราเริ่มที่จะสนิทกับเพื่อนจากต่างโรงเรียนคนอื่นๆมากขึ้น เริ่มรู้จักความเป็นตัวตนของแต่ละคนมากขึ้น และเราว่าทุกคนในที่นี้มาด้วยใจบริสุทธ์ และทุกคนเป็นเพื่อนที่ดีมากจริงๆ เราเริ่มเข้าใจว่าแม้ต่างคนจะต่างสไตล์และต่างมุมมองกัน แต่เมื่อเราเปิดใจพร้อมที่จะยอมรับและเข้าใจกันแล้ว จะเห็นได้ว่าช่วงเวลาเพียงแค่ 3 เดือน กลายเป็นเหมือน 3 ปี ที่เราได้รู้จักกับเพื่อนกลุ่มนี้มาแล้วเลย :) ดีใจนะที่ได้รู้จักทุกคน จริงๆ
เวลาของพวกเราที่ Brewster ผ่านไปเร็วมาก ก็งี้แหล่ะนะ ช่วงเวลาที่มีความสุขมันมักจะไปเร็วเสมอ แต่เรายังจำเหตุการณ์ต่างๆได้ชัดเจน ทั้งตอนเรียน ตอนเล่น กินข้าว Spirit days TAs Mr.Rorke Christ BrownMock Wedding Flag Raising Ceremony Haloween Walmart Visiting 5 Colleges Boston Walk Rally Shopping @ Outlet Abby's house Lake Classes Discussion Group Skits Study Hall Journals และสิ่งต่างๆอีกมากมาย &&&&&&&&&

เพียงชั่วพริบตาเดียว ก็ถึงคราวที่พวกเราจะต้องจากกันไปยังโรงเรียนPREPต่างๆกันซะแล้ว T_T เพื่อนๆบางคนร้องไห้เวลาเห็นเพื่อนอีกคนจากไปเรียนที่Prep school มีกิจกรรมอำลาให้เพื่อนก่อนที่เพื่อนคนแรกจะต้องไป ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่ค่อยอินเท่าไหร่ เรายังนึกเสียดายอยู่เลยว่า ทำไมเราไม่ใช้เวลาอยู่ที่นั่นให้คุ้มค่ากว่านี้ เรายังได้คุยกับเพื่อนไม่ครบทุกคนเลย เรายังไม่ค่อยรู้จักเพื่อนแต่ละคน ความรู้สึกในตอนนั้น มันอัดอั้นตันใจซะจริง เหมือนมีเรื่องมหัศจรรย์อะไรบางอย่างปรากฏขึ้นตรงหน้าเรา แล้วซักพักมันก็จากเราไป แต่ถึงยังไงเราก็หวังว่าเราจะติดต่อกันกับเพื่อนกลุ่มนี้อยู่เสมอ และหวังว่าจะได้กลับมารวมตัวกันใหม่ในStony Pointในช่วงปลายปีอีกครั้งหนึ่ง *_*


-------------------------------------------------------
@MPS (fall term)
วันแล้ววันเล่าผ่านไปในการเรียนที่PREP schoolของเรา บางวันก็สนุกสุดๆกับการเรียนหรือการสอบที่แสนจะตื่นเต้น บางวันก็เบื่อสุดๆกับการต้องเขียนessayหรือทำResearchภาษาอังกฤษส่งอาจารย์ บางวันก็เฮฮาเต็มที่สุดๆกับเพื่อนๆ และบางวันก็เซ็งสุดๆที่ไม่มีเพื่อนคนไหนมาเล่นกับเราเลย ที่สำคัญเรารำคาญตัวเองมากสุดๆ กับการไม่เข้าขากับรูมเมทที่Porter'sเลย เค้ามีโลกส่วนตัวสูงมาก เรียกว่าไม่ค่อยยุ่งกับใครในโรงเรียนเลย บางครั้งเรายังคิดว่า ทำไมโชคชะตาชอบเล่นตลกกับเราจัง ชอบส่งอะไร"แบบสุดๆ"มาให้เราอยู่เสมอๆ บางครั้งก็โอบอุ้มเราอย่างดี บางครั้งก็ทอดทิ้งแล้วแบบไม่เหลียวแล บางครั้งเราก็เหมือนได้รับความอบอุ่นจากรอบข้าง บางครั้งเราก็ได้รับความรู้สึกโหดร้ายทารุณบนโลกใบนี้ . เหมือนจะบอกอะไรบางอย่างกับเรางั้นแหล่ะ นึกไปนึกมา ก็ต้องขอบคุณสิ่งที่เราพบเจอนะ ที่ทำให้เราได้ใช้ชีวิตแบบสุดๆอย่างนี้ การได้เห็นอะไรหลากหลาย มันทำให้เราเข้าใจความเป็นไปของชีวิตและสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ <มันเป็นไปตามหลักไตรลักษณ์จริงๆนะ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา> กล่อมเกลาและหล่อหล่อมให้เราเป็นเราในวันนี้ และก็ทำให้เราเป็นคนเข้มแข็งมากขึ้น ต้องขอบคุณน้ำตาและเสียงหัวเราะในบริบทต่างๆเหล่านั้นจริงๆ

"คิดถึงบ้าน"
---------------------------------------------------------------
@Stony Point
และช่วงเวลาความสุขและความหนักหน่วงก็มาถึงอีกครั้งนึง ที่ว่าสุขก็คือสุขใจที่จะได้เจอเพื่อน TS49 อีกครั้งนึง และที่ว่าหนักก็คือหนักใจที่จะต้องนั่งปั่นApplications ส่งมหาวิทยาลัยต่างๆให้คุณภาพและให้ทันด้วย ซึ่งเราถือว่ามันเป็นงานหนักสำหรับเราอย่างมาก!! ด้วยความที่ไม่ได้เคยเตรียมตัวเพื่อมาสอบทุนโดยเฉพาะ และไม่ได้อยากมาเรียนต่างประเทศในเบื้องต้น เรื่องฟิตเพื่อสอบTOEFLและSAT I, II ลืมไปได้เลย ยิ่งต้องทำ Brag Sheet เพื่อรวบรวมด้านต่างๆของเราส่งให้มหาวิทยาลัยเค้าพิจารณา ยิ่งทำได้ไม่ดีจริงๆ จำไม่ได้ ไม่เคยรวบรวมว่าตัวเองทำอะไรดีๆกับเค้าบ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ในตอนนั้น ก็คือเขียนๆๆๆให้มหาวิทยาลัยได้รับรู้ถึงความเป็นตัวเรามากที่สุด แล้วเค้าจะรับหรือไม่รับก็เรื่องของเค้า และถ้าได้Waitlistก็สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่เอาแน่ๆ == อยากไปมหาวิทยาลัยที่เค้าชอบเรา เค้าเห็นว่าเราใช่ และเราก็เห็นว่าเค้าใช่




ตอนนี้ได้มาเรียนที่Brown ก็พบว่าตัวเรานั้นตัดสินใจเลือกไม่ผิดจริงๆ แนวคิดในเรื่องการศึกษาที่Brownมันตรงกับที่เราคิด, Freedom of Education และดีใจที่ได้มารู้จักเพื่อนๆ พี่ๆที่น่ารักที่นี่ (ตัดเรื่องที่Brown ไปเขียนในโพสต่อๆไปแล้วกัน) กลับมาเรื่องเพื่อนๆ TS49ก่อน เดี๋ยวจะออกนอกเรื่องไปไกลกว่านี้

ที่Stony Point เพื่อนๆต่างก็มุ่งมั่นกับการทำApplicationsมาก ทำให้ เวลากินนอนมันสลับกันไปหมด
บางคนตื่นเช้า นอนดึก
บางคนตื่นบ่าย นอนใกล้รุ่ง
บางคนตื่นเย็น นอนตอนบางคนตื่นแล้ว

เราคนนึงอ่ะที่ตื่นเย็น นอนเช้า 555





เราก็เป็นคนนึงที่จัดอยู่ในพวกหลังสุด ฉะนั้นเวลากินข้าวเช้าของเรา ก็ไปตรงกับเวลากินข้าวเย็นของเพื่อนๆบางคน จำได้ว่าเวลาได้เจอหน้าเพื่อนพร้อมๆ กันทุกคน ก็ช่วงปู่โร๊คเรียกประชุมหลังทานข้าวเย็นเนี่ยแหล่ะ
ด้วยความที่กินข้าวได้ทันมื้อเดียวในตอนนั้น ตอนดึกๆก็ต้องคืบคลานมาหาไรกินในครัวอยู่บ่อยๆโดยมีต้อมซึ่งเป็นรูมเมทในตอนนั้น ช่วยหาอะไรให้กินด้วย อาหารที่มีในครัวตอนนั้น ที่จำได้ก็จะมีพวกนม โยเกริต์ ครัวซองต์ ขนมปัง มาม่า โอวัลติน กาแฟ ขนมกุ๊บกรอบ ผลไม้บางชนิด และบางครั้งก็มีอาหารไทยที่เหลือจากอาหารเย็นมา ถือว่าลาภปากมาก
สิ่งที่ต้องการจะสื่อ ไม่ใช่ของกินแต่เป็นช่วงเวลาการกินที่มีความสุขนะสิ เค้าบอกว่ากินคนเดียวยังไงก็ไม่อร่ิอยเท่าแย่งกันกิน ยิ่งของมีปริมาณจำกัดและต้องแย่งกันกินกับเพื่อนเนี่ย มันสนุกมากจริงๆเป็นการแบ่งปันแห่งความสุขที่น่าประทับใจจริงๆ สนุกเพราะแย่งกันกิน 555

ประมาณ 1 อาทิตย์ผ่านไป ก็มีเพื่อนบางคนเริ่มทำappเสร็จ แล้วมันก็จะมานั่งชิล ดูหนัง เล่นเกมต่อหน้าเรา ให้เราอิจฉาเล่นๆ บางครั้งเค้าก็จะจัดทริปให้สำหรับพวกที่ทำงานเสร็จแล้วไปเที่ยวมอลล์ เล่นไอซ์ ช๊อปปิ๊ง หรือโยนโบว์ ก็ว่ากันไป ด้วยกิเลสตัณหาของเราที่มีอยู่มาก มันทำให้ช่วงหลังๆรีบปั่นappอย่างมาก !!!!!!
คือไม่ค่อยคำนึงถึงอนาคตเท่าไหร่ แค่ทำๆๆๆๆให้มันเสร็จๆไป <แย่เนอะ>..................
คำถามบางอันที่ว่ามันคล้ายๆกัน ก็จับชน และตอบเป็นอันเดียวไปซะ ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะไม่ดีก็ได้นะ จริงๆเราอยากย้อนกลับไปทำappใหม่ แต่ก็กลัวทำอะไรไปมากกว่านี้ เดี๋ยวไม่ติดBrownทำไง ไม่เอาดีกว่า ทำแค่นั้นแต่ติดBrownดีกว่า

พอใกล้ถึงวันคริสมาสต์ เค้าก็ให้ไปเดินเล่นที่มอลล์ ซื้อของขวัญมาเล่นYankeeกับเพื่อน ก็คล้ายๆกับการจับฉลากของขวัญนั่นแหล่ะ แต่ตอนเล่นเค้าให้จับฉลากหมายเลขแทน ใครได้หมายเลข 1 ได้เลือกก่อนคนหมายเลข 2 เลือกกล่องของขวัญเสร็จแล้ว ต้องแกะเลย และต้องให้เพื่อนดูด้วย คนหมายเลข 2 สามารถจะเลือกไปหยิบของขวัญกล่องใหม่ หรือแย่งคนหมายเลข 1 ก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้คนหมายเลข 1 ยินยอม ถ้าโดนแย่งไปก็สามารถไปหยิบของขวัญกล่องใหม่ได้ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนจบเกม ก็จะได้ของขวัญครบทุกคน
ความฮามันก็เกิดขึ้นตอนแย่งตุ๊กตาต่อกันเป็นทอดๆเนี่ยแหล่ะ ตัวอย่าง นายชอ ไปแย่งของๆนางสาวจอ และนางสาวจอไปแย่งของๆนางสาวปอต่อ แล้วก็มีนายขอมาแย่งของๆนายชออีก .: คนหมายเลขแรกก็จะได้ถือของหลายชิ้นที่ดูดีมากๆ แต่สุดท้ายของก็ต้องตกเป็นของคนท้ายๆไป บางทีได้ของชิ้นที่ไม่ต้องการมาแล้ว ก็ต้องรีครูทสรรพคุณกันสุดๆให้คนหลังๆเกิดความอยากได้และมาแย่งไป 555 แต่ก็อย่างว่าแหล่ะ




ของรักของหวงของคนๆนึีงก็มักจะเป็นที่ชื่นชอบของใครอีกหลายๆคนเช่นกัน ^^ และของที่คนๆนึงไม่ต้องการ คนส่วนมากก็จะมองว่าไร้ค่าไปซะ น้อยคนนักที่จะเห็นคุณค่าของมันจริงๆ T_T
ตอนนั้นเราไปแย่งของมาชิ้นนึง มันเป็นกระเป๋าผ้าห่มน่ารักมาก แต่ไม่มีใครอยากได้เลย แถมเบียร์อีก 2 กระป๋อง ไม่รู้ว่าของใครจริงๆ ใครที่เป็นเจ้าของช่วยบอกทีนะ ยังไม่ได้ขอบคุณเลยอ่ะ :)
และก็เป็นเช่นเคย เวลาที่ Stony Point มันช่างผ่านไปรวดเร็วอีกแล้ว ความหวังของเราก็คือการรอคอยอีกเช่นเดิม รอคอยที่จะได้กลับมาพบกับเพื่อนๆอีกครั้งหนึ่งตอน Spring Break ที่จะถึงในเดือนมีนาคม ชีวิตในช่วงนั้น เหมือนมีอะไรบางอย่างที่เรามองไม่เห็นมากำหนดเรา ให้เราไปทางโน้นทางนี้ มันช่างเป็นช่วงเวลาที่โหดร้ายยเสียจริงสำหรับเด็กอายุ 17-18 คนนึง ที่ต้องจากบ้านมาไกลขนาดนี้ และไม่ได้เห็นหน้าคนที่ตัวเองรักถึง 1 ปีเต็ม T_T ตอนนั้นก็รู้ตัวว่าแอบนอนร้องไห้คิดถึงบ้านแบบไม่มีน้ำตา หลายครั้งอยู่ ที่ไม่มีน้ำตา เพราะสามารถข่มมันไว้ได้นะสิ แต่คือที่ข่มไม่ได้ก็คือความรู้สึกลึกๆข้างใน ว่า
ทำไมชีวิตเราต้องเหมือนต้องรอคอยอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลาเนี่ย รอคอยจะให้พ้นช่วงชีวิตช่วงนี้ รอคอยให้ได้เจอ รอคอยให้ได้กลับบ้านอะไรทำนองนั้น เมื่อไหร่ชีวิตเราจะดำเนินไปแบบที่เรากำหนดเองได้นะเออ เฮ้อ (ตอนนี้ เราเลิกคิดแบบนั้นแล้วนะ)

---------------------------
เดี๋ยวจะกลับมาต่อเรื่องTS49 spring break, summer 2007 และ Summer2008 นะจ๊ะ

-----------
ลืมบอกว่า เราไม่ได้กินเบียร์นะ ไปให้คนอื่นกินแทน เสียดายของ ฮ่าๆ

15.8.51

ห้องเจ็ด มันมีตำนาน

ตำนานซุกซน ห้อง 7
ห้องเจ็ดเดิมเคยสร้างวีรกรรมความซุกซนไว้ที่มหิดลวิทยานุสรณ์มากมาย ชอบทำอะไรแหกกฎที่เค้า ทำอะไรที่ชาวบ้านเค้าไม่ทำกัน พอขึ้นชื่อว่าเป็นห้องเจ็ด อาจารย์บางท่านถึงกับ ยี้... ถึงกับบอกว่า "ห้องเจ็ดมันมีตำนาน"
เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งได้เล่าว่า เคยมีรุ่นพี่ของพวกเรารุ่นหนึ่ง โดดเรียนไปเที่ยวในเมือง (รู้สึกจะแค่เซ็นทรัลปิ่นเกล้าเนี่ยะแหล่ะ) จนค่ำมืดดึกดื่นและหารถกลับไม่ได้ ต้องนอนค้างที่ป้ายรถเมล์กันยกห้อง ส่วนอาจารย์ที่โรงเรียนก็ตามกันวุ่น ก็เด็กนักเรียนโรงเรียนประจำเล่นหายไปทั้งห้องอย่างนั้น จนมีเด็กคนนึงโทรหาอาจารย์ให้ไปรับมั่ง แล้วก็กลับมาได้ พอกลับมา แน่นอน งานเข้าชิ้นใหญ่ ท่านผอ.สมัยนั้น ดร.ธงชัย ชิวปรีชา ก็ทำโทษด้วยการขนหินขนกรวดไปสร้างสนามเปตอง 1 สนาม ย้ำ 1 สนามเต็มๆ แต่ทั้งห้องก็ยังสนุกสนานรื่นเริงในการทำสนามอยู่เช่นเดิม นับเป็นรุ่นพี่ห้องเจ็ดที่แผงและรั่วมาก :)แต่นี่ยังไม่ใช่รุ่นเรานะ lol









พอมารุ่นเราความแรงนี้ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย ทั้งผู้หญิงผู้ชายไม่ได้ยอมแพ้กันเรื่องความไม่เป็นระเบียบเลย อย่างเช่น การลงหอ ก็สายกันไม่เว้นแต่ละวัน พาทำให้กินข้าวไม่ทัน เข้าแถวช้า โดนให้ยืนหลังแถวและโดนตัดคะแนนความประพฤติเป็นประจำ หนำซ้ำตอนHome Room อาจารย์ที่ปรึกษายังพาไปโฮมซะไกล ไกลกว่าชาวบ้านเค้า อาจเพราะได้นั่งด้วยมั่งเลยคุยเพลิน และอาจารย์รังซี่ก็ปล่อยช้ามาก ก็ไม่เห็นหนิว่าห้องอื่นเค้าเลิกโฮมกันไปถึงไหนๆแล้ว เป็นเหตุผลหนึ่งทำให้ห้องเราไปเรียนคาบแรกสายเสมอด้วย แต่ว่าพวกเราเคารพนับถืออาจารย์กันมากๆ ถึงขนาดเวลาลับหลังก็เรียกรังซี่ๆ พอต่อหน้าก็เรียกอาจารย์คะ อาจารย์ขา อาจารย์ครับกันไป ฮ่าๆ อาจารย์รังซี่แกเป็นคนที่sensitiveมาก จำไม่ได้แล้วว่ากี่ครั้งที่ห้องเจ็ดเราได้ทำให้แกร้องไห้ รวมทั้งเรื่องดีเรื่องไม่ดีอ่ะนะ เหอะๆ รังซี่ อาจารย์ที่ปรึกษา
นินทาอาจารย์รังซี่ ต่อ 555 เวลาแกพูดโฮมรูมที เราก็มักจะได้ข้อคิดคติดีๆจากแกมาใช้เสมอๆ แกคอยพร่ำสอนพร่ำบ่นเรา อบรมให้เราเป็นคนดี คิดดี ทำดี ส่วนนี้เราก็ต้องขอบคุณอาจารย์รังซี่มากที่มีส่วนในการหล่อหลอมให้พวกเราเป็นเราแบบนี้ แต่ด้วยเหตุที่แกเป็นห่วงเป็นใยพวกเราอย่างมากนี้ ทำให้แกโฮมรูมได้เกินวันละ 25 นาทีเกือบทุกวัน ทั้งที่เค้าให้วันละ 20 นาทีเท่านั้น ฮ่าๆ ทำให้พวกเราไปเข้าคาบแรกสายเกิน 15 นาทีเป็นประจำ บวกเวลาเดินเกิน 10 นาทีไง ไอส่วนนี้ก็เป็นเพราะไอความเอ้อระเหยลอยชายของพวกเราเองนั่นแหล่ะ ที่ไปหยิบกระเป๋าช้าบ้าง หนีกลับไปกินข้าวในโรงอาหารต่อบ้าง ลืมของบ้าง ติดหอบ้าง บ้างก็รอให้ปลอดคนแล้วแอบขึ้นลิฟท์ โดยการเนียนให้คนทำทีว่าเจ็บขาแล้วขึ้นไปเป็นเพื่อนบ้าง หรือป่วยจริงไปห้องพยาบาลบ้าง สารพัดสารเพ แห่งความเยิน
ไปสายตลอดอ่ะ
และด้วยเหตุที่ไปสายนี้ ก็ทำให้คาบแรกก็ต้องเสียเวลาให้อาจารย์บ่นไปอีกครึ่งคาบ พอดีเกือบหมดคาบเลยพอจารไม่ได้สอน ตอนสอบก็ขี้แตกกันเลยทีเดียว (ขี้แตก = อาการหนัก) อ่านเองตอนไฟลนก้น อดหลับอดนอน ทำงานที่ค้างบ้าง อ่านหนังสือบ้าง สัปงกเวลาเรียน ยิ่งตอนมอหกยิ่งเล่นซะเยอะ ไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะจัดห้องนอนใหม่ ได้มารวมแก้งค์ เรา ไนซ์ ปัท ออม ได้มาอยู่ร่วมกับ จิ๊บ แจน เกด อิ่ม 8 คน แทบไม่ได้นอนตอนกลางคืน รู้สึกว่าเวลาแต่ละวันแต่ละคืนมันผ่านไปเร็วมาก มีเวลาว่างทีไร เป็นต้องชวนกันเล่น ไอเกดมักจะเป็นคนนำอยู่เสมอๆมีครั้งหนึ่งมันเคยจับไอแวนมาแก้ผ้า จักกะจี้ กลิ้งอยู่กลางห้อง 55555 ทำเอาไอแวนไม่กล้ามาห้องนอนเราอีกนานเลย สงสัยจะเข็ดกับไอเกด 55+


คู่ปรับกับอาจารย์หอพัก

อาจารย์หอพัก มักจะถูกดาวราหูหรืออะไรแรงๆบางอย่างดึงทำให้เป็นคู่ปรับกับพวกเราเสมอๆ ก็เข้าใจนะว่าอาจารย์เค้าต้องยึดถือกฎระเบีียบเป็นเรื่องสำคัญแต่มันก็ห้ามไม่ได้ใช่มั้ย ที่ไม่ให้เด็กวัย14 - 17 เล่นกันเสียงดังตอนมาอยู่รวมกัน ก็อาจารย์เล่นมาอยู่ห้องใต้บันไดตรงนั้นเองนี่นา ฮ่าๆ
ทั้งห้องนอนก็เลยต้องบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์กันอยู่เรื่อยๆ ทั้งล้างบ่อ ล้างห้องน้ำ ทำความสะอาดที่ต่างๆ ช่วงที่พวกเราอยู่บ่อเลยสะอาดตลอดเวลาเชียว แต่ห้องเจ็ดเราก็ไม่ได้มีแต่เรื่องแบบนี้ไปซะหมดนะ ความดีก็ยังมีอยู่บ้าง แต่
น้อยจนแทบมองไม่เห็นเลย ฮ่าๆ พูดเล่น ก็ยังมีคนส่วนดีๆศรีสังคมในห้องบ้างอะไรบ้าง แต่ก็ถูกกลืนกินให้เป็นส่วนหนึ่งของห้องไปซะ





รางวัลที่น่าภาคภูมิใจ - พานห้อง


อย่างอันนี้ เป็นพานห้องเราตอน ม. 6 ได้ที่หนึ่งด้วยนะเนี่ย ไม่รู้ว่าได้ๆไง สงสัยเพราะอาจารย์สัมผัสได้ว่าพวกเราก็รักอาจารย์และรักโรงเรียนเหมือนกันนะ ฮ่าๆ





แต่เราก็ต้องขอบคุณเพื่อนๆในห้องทุกคนที่ช่วยหล่อหล่อมให้เราเป็นเราจนถึงทุกวันนี้ พอนึกถึงชีวิตมอปลายที่มหิดลวิทยานุสรณ์ 3 ปี มันก็นึกถึงแต่พวกแกทุกคนนี่แหล่ะ ร่วมทุกข์ ร่วมสุข สนุกเฮฮากันมากมาย ภาพความทรงจำดีๆเหล่านี้ก็จะเก็บไว้ในใจตลอดไป :)

ขอบใจไนซ์ ปัท ออม อิ่ม เกด ที่มอบมิตรภาพดีดีให้กัน และเปิดใจคุยกันในทุกๆเรื่อง
ขอบใจเมี้ยน แพรว ที่ช่วยเป็นสีสันส่วนเติมเต็มให้กับห้อง ถ้าไม่มีแกสองคน ก็คงไม่มีตัวเชื่อมระหว่างปีกเรา
ขอบใจน้ำหวาน แวน ที่เป็นผู้นำในเรื่องดีดีให้กับห้อง ทั้งเรื่องความรับผิดชอบ เรื่องเรียน และเรื่องตรงต่อเวลา
ขอบใจ ยุ้ย กับ กุ้ง ที่ให้คำปรึกษาเมื่อเราไม่สบายใจในบางเรื่อง
ขอบใจกีต้าร์ ที่ช่วยให้อุ่นใจว่าไม่ใช่ทุกคนในโรงเรียนที่เนิร์ดไปซะหมด ฮ่าๆ ทำให้รู้สึกไม่เครียด
ขอบใจบอย ที่คอยแกล้งไอออม และคอยดูแลเพื่อนเราอยู่ตลอด
ขอบใจบอส ที่โจ๋ เฮ้ย ที่ให้สุภาษิตจีนดีดี กบหนึ่่่่งตัวว่ายน้ำ กบสองตัวว่ายน้ำ กบสามตัวก็ว่ายน้ำแหม มันเข้าใจยากจริงๆ และเจ้าของฉายา โจ๊.. ฮ่าๆ อย่าคิดนะว่าพวกเราจะลืม จะไปพูดยันงานแต่งงาน มีลูกเลย
ขอบใจแพค ที่ทำให้เข้าใจว่าความเนิร์ดและความบ้าที่ผสมผสานกันได้ลงตัวเป็นอย่างไร แรงๆๆๆตัวพ่อ
ขอบใจ กอล์ฟ ที่คอยเป็นผู้ให้เสมอมา <ทั้งให้ลอกการบ้าน และทำงานกลุ่มให้> จริงๆแล้ว กอล์ฟเป็นเพื่อนที่ดีมาก นับถือเลย!
ขอบใจเคน ที่สร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับตัวเองเสมอมา แต่อยากบอกว่ามันไม่สำเร็จเลยอ่ะ
ขอบใจวิน ที่คอยพูดปรัชญาอะไรดีดีให้ฟัง และติสท์มาก
ขอบใจปาล์ม ที่ยอมให้เพื่อนทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องเดียว
ขอบใจอู๋ ที่พูดน้อย ถ้าทุกคนพูดมากหมด โลกนี้คงตีกันตาย แต่แค่แกพูดน้อย สาวยังเยอะซะ 555
ขอบใจปูน ที่คอยกระตุ้นบรรยากาศการเรียนในห้อง ตอบบ่อย ถามบ่อย เก่งอ่ะ!
ขอบใจต้า ที่มีจิตอาสา เหมือนกัน และเป็นเพื่อนที่ดีเสมอมา
mwit13

--------------------------------------------------


มีคนบอกว่า คนที่เล่าเรื่องตอนสมัยเป็นเด็ก เค้าเรียกว่า "คนแก่"


แต่เราว่านะ ทุกคนก็ต้องเล่าเรื่องราวในอดีตของตนหมดแหล่ะ คงไม่มีใครเล่าเรื่องราวในอนาคตหรอกเนอะเพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะแก่จริงๆและลืมเรื่องราวสมัยยังเด็ก 'เมมเสื่อม' ก็ควรระบายออกมาิตอนนี้แหล่ะ เด๋วแก่ไปกว่านี้แล้วจะลืม โฮะๆ






>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>



ใครมีประสบการณ์ดีๆ ฮาๆเกี่ยวกับเรื่องราวสมัยมอปลายก็มาแชร์ให้ฟังบ้างนะ อย่าลืม!!!